สะพานฆ่าตัวตายแห่งเมืองพาซาดีนา

sittiwut | 15/03/2026 13:24 น. | 3 Views

 

            สะพาน "โคโลราโด สตรีท" ที่สง่างามแห่งเมือง พาซาดีน่า รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1913 เคยทำให้ผู้เดินทางยุคแรกที่ข้ามสะพานแห่งนี้ต้องตะลึงกับความยิ่งใหญ่ของมัน แต่ไม่นานนัก ความงดงามนั้นก็เริ่มถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศอันมืดหม่น เมื่อมีผู้คนจำนวนหนึ่งเริ่มกระโดดลงมาจากสะพานสูงราว 150 ฟุตเพื่อจบชีวิตของตนเอง

            เพียงไม่ถึงสิบปีหลังจากสร้างเสร็จ ชาวเมืองก็เริ่มเรียกมันว่า “สะพานฆ่าตัวตาย” และอย่างที่หลายคนคงจินตนาการได้ เรื่องเล่าลึกลับและตำนานก็เริ่มแพร่สะพัด ว่าวิญญาณของผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้นยังคงวนเวียนสิงสถิตอยู่บนสะพานแห่งนี้

            สะพานคอนกรีตที่งดงามนี้ทอดยาวถึง 1,467 ฟุต ข้ามหุบเขาลึกที่ชื่อว่า อาร์โรโย เซโก ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างเทือกเขา ซาน กาเบรียล กับ แม่น้ำลอสแอนเจลิส ภายในหุบเขานั้นยังมีลำธารสายเล็กๆ ที่ไหลเป็นช่วงๆ ซึ่งมีชื่อเดียวกันคือ อาร์โรโย เซโก ด้วย ผู้คนจำนวนไม่น้อยมักเรียกสะพานนี้ผิดว่า “สะพาน อาร์โรโย เซโก”


            ย้อนกลับไปในยุคแรกๆ ของเมืองพาซาดีนา ก่อนที่สะพานประวัติศาสตร์แห่งนี้จะถูกสร้างขึ้น การข้ามหุบเขาอาร์โรโย เซโก ถือเป็นภารกิจที่ยากลำบากไม่น้อย ม้าและเกวียนต้องค่อยๆ ไต่ลงตามทางลาดชันทางฝั่งตะวันออก ลงไปข้ามลำธารผ่านสะพานเล็กๆ ก่อนจะปีนขึ้นฝั่งตะวันตกผ่านช่องเขาที่เรียกว่า อีเกิล ร็อก

            โดยสะพานแห่งนี้ได้รับการออกแบบและก่อสร้างโดยบริษัท J.A.L. Waddell จากเมือง แคนซัสซิตี้ และตั้งชื่อตามถนน โคโลราโด สตรีท (ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าถนนโคโลราโด บูเลอวาร์ด) ถนนสายหลักที่พาดผ่านเมืองพาซาดีนาในแนวตะวันออก–ตะวันตก

            สะพานแห่งนี้โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ โบซ์-อาร์ต อันงดงาม มีซุ้มโค้งขนาดใหญ่ เสาโคมไฟประดับหรู และราวสะพานที่ตกแต่งอย่างประณีต อย่างไรก็ตาม การออกแบบในช่วงแรกกลับเต็มไปด้วยความท้าทาย เนื่องจากต้องหาจุดฐานรากที่มั่นคงในพื้นหุบเขา อาร์โรโย ที่ลึกและไม่สม่ำเสมอ

            จนกระทั่งวิศวกร จอห์น เดรก เมอร์เซอโร เสนอแนวคิดให้สร้างสะพานเป็นแนวโค้ง แทนที่จะเป็นเส้นตรง ความคิดนั้นไม่เพียงแก้ปัญหาทางวิศวกรรมได้เท่านั้น แต่ยังทำให้สะพานแห่งนี้กลายเป็นผลงานศิลปะทางสถาปัตยกรรมที่งดงามอย่างแท้จริง


โศกนาฏกรรมและตำนานผีของสะพานฆ่าตัวตาย :

            โศกนาฏกรรมครั้งแรกของสะพาน โคโลราโด สตรีท เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่การก่อสร้างจะเสร็จสมบูรณ์เสียอีก โดยมีเรื่องเล่ากันว่า คนงานก่อสร้างคนหนึ่งพลัดตกจากขอบสะพานและดิ่งศีรษะลงไปในถังคอนกรีตเหลวด้านล่าง เพื่อนร่วมงานของเขาเชื่อว่าไม่สามารถช่วยชีวิตเขาได้ทันเวลา จึงปล่อยให้ร่างของเขาถูกฝังอยู่ในคอนกรีตที่กำลังแข็งตัวอย่างรวดเร็ว เรื่องเล่านี้ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในวิญญาณจำนวนมากที่ผู้คนเชื่อว่ายังคงสิงสถิตอยู่บน “สะพานฆ่าตัวตาย”แห่งนี้

            การฆ่าตัวตายครั้งแรกที่มีบันทึกไว้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ค.ศ. 1919 หลังจากนั้นก็มีเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันตามมาอีกหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วง ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา มีการประเมินว่ามีผู้คนมากกว่า 100 คน ที่เลือกจบชีวิตด้วยการกระโดดจากสะพานสูงราว 150 ฟุตลงไปยังหุบเขา อาร์โรโย เซโก เบื้องล่าง

            หนึ่งในเหตุการณ์ที่สะเทือนใจที่สุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1937 เมื่อแม่คนหนึ่งที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังอุ้มลูกสาวทารกของเธอไปที่ราวสะพาน แล้วโยนเด็กลงไปสู่หุบเหวลึกเบื้องล่าง จากนั้นเธอก็กระโดดตามลงไปผู้เป็นแม่เสียชีวิตในทันที แต่ปาฏิหาริย์กลับเกิดขึ้นกับเด็กหญิงตัวน้อย เมื่อเธอรอดชีวิตได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะร่างของเธอตกลงไปติดกับกิ่งไม้หนาทึบของต้นไม้ด้านล่าง ทำให้แรงกระแทกลดลง ก่อนที่ภายหลังผู้คนจะช่วยพาเธอออกมาจากพุ่มไม้เหล่านั้นได้

            เมื่อเข้าสู่ช่วงทศวรรษ 1980 สะพานประวัติศาสตร์แห่งนี้เริ่มทรุดโทรมอย่างหนัก เศษคอนกรีตจากราวสะพานและซุ้มโค้งประดับตกแต่งเริ่มหลุดร่วงลงมาเป็นระยะ หลังจากเกิดแผ่นดินไหวโลมา พรีเอตา ใกล้เมืองโอ๊คแลนด์ ในปี 1989 ทางการจึงสั่งปิดสะพานชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย

            ต่อมา เงินทุนจากรัฐบาลกลาง รัฐ และท้องถิ่นรวมกันประมาณ 27 ล้านดอลลาร์ ถูกนำมาใช้ในการบูรณะสะพานครั้งใหญ่ จนในปี 1993 สะพานก็เปิดใช้งานอีกครั้ง พร้อมทั้งรักษารายละเอียดสถาปัตยกรรมดั้งเดิมไว้ และติดตั้งราวป้องกันการฆ่าตัวตายเพิ่มเติม แม้ว่าจำนวนเหตุการณ์จะลดลงมาก แต่ชื่อเล่น “สะพานฆ่าตัวตาย” และเรื่องเล่าลี้ลับก็ยังคงติดตัวมันมาจนถึงทุกวันนี้


            ตามตำนานเล่าขานว่ามีวิญญาณหลายดวงที่ยังคงเดินวนเวียนอยู่บนสะพานและในหุบเขาเบื้องล่าง บางคนอ้างว่าเคยได้ยินเสียงร้องไห้ปริศนาดังแว่วออกมาจากหุบเขา

            มีรายงานหนึ่งกล่าวถึงชายลึกลับในร่างโปร่งแสง ซึ่งมักถูกพบเห็นเดินไปมาบนสะพาน เขาสวมแว่นตากรอบลวดบางๆ ขณะที่บางคนอ้างว่าเคยเห็นหญิงสาวในชุดคลุมยาวพลิ้วไหว ยืนอยู่บนกำแพงขอบสะพาน ก่อนที่ร่างของเธอจะหายวับไปในอากาศ ราวกับว่าเธอกระโดดลงสู่ความมืดเบื้องล่าง

            นอกจากนี้ตรงใต้สะพานในหุบเขา อาร์โรโย เซโก ผู้คนยังเล่าถึงเงาร่างลางๆ ที่เดินอยู่ตามพื้นน้ำด้านล่าง เสียงประหลาดที่ไม่สามารถอธิบายได้ และบรรยากาศที่หลายคนบรรยายว่า “หนักอึ้ง” ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างจับจ้องอยู่ตลอดเวลา

            ในอดีต สะพาน โคโลราโด สตรีท เคยเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทาง U.S. Route 66 จนถึงปี 1940 เมื่อถนนอาร์โรโย เซโก พาร์คเวย์ เปิดใช้งานแทน

            ปัจจุบัน สะพานแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสถานที่สำคัญทางวิศวกรรมโยธาและอยู่ในรายชื่อทะเบียนสถานที่ทางประวัติศาสตร์แห่งชาติในฐานะสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา

            แม้จะผ่านมากว่าหนึ่งศตวรรษแล้ว แต่สำหรับหลายคน สะพานแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งก่อสร้างทางวิศวกรรมที่งดงามเท่านั้น   หากยังเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วย โศกนาฏกรรม เรื่องเล่าลึกลับ และเงาของอดีตที่ดูเหมือนจะไม่เคยจางหาย


เหตุการณ์โศกนาฏกรรมคนดัง :

            สะพานซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเส้นทางในตำนาน หรือที่หลายคนเรียกว่าถนนสายหลักแห่ง U.S. Route 66 ต้องกลับมาเป็นข่าวเศร้าอีกครั้งในช่วงปลายเดือนตุลาคม ปี 2015

            ครั้งนั้น ผู้ที่ตกเป็นข่าวคือแซม ซาร์ปอง (Sam Sarpong) นักแสดง นายแบบ และนักดนตรีผู้มีชื่อเสียง เขาได้ตัดสินใจกระโดดจาก สะพาน โคโลราโด สตรีท เพื่อจบชีวิตของตนเอง เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับทั้งแฟนๆ และชาวเมือง พาซาดีน่า อีกครั้ง และย้ำเตือนให้ผู้คนหันกลับมาพูดถึงประวัติอันมืดหม่นของสะพานแห่งนี้ ที่แม้จะงดงามและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ แต่ก็ยังคงถูกจดจำในฐานะสถานที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวโศกนาฏกรรมและตำนานลี้ลับ


            ในปี 2016 ทางการได้ติดตั้งรั้วลวดตาข่ายชั่วคราวสูงประมาณ 10 ฟุต (3 เมตร) บนทางเดินของสะพาน โคโลราโด สตรีทเพื่อปิดกั้นช่องเว้าเล็กๆ สำหรับนั่งพักริมสะพาน ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นจุดหลักที่ผู้คนใช้ปีนขึ้นเพื่อกระโดดลงไปด้านล่าง อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการดังกล่าวจะถูกนำมาใช้ เหตุการณ์โศกนาฏกรรมก็ยังคงเกิดขึ้น ในปี 2017 มีผู้เสียชีวิตจากการกระโดดสะพานแห่งนี้ถึง 9 ราย และระหว่างเดือนมกราคมถึงกันยายนปี 2018 ก็มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 4 ราย

            หลังจากนั้น ทางเมืองพาซาดีน่า จึงตัดสินใจขยายรั้วชั่วคราวให้ครอบคลุมตลอดแนวสะพานทั้งหมด เพื่อเพิ่มระดับความปลอดภัยให้มากยิ่งขึ้น


            ในระยะยาว เมืองมีแผนที่จะรื้อรั้วชั่วคราวเหล่านี้ออก และแทนที่ด้วยกำแพงกั้นถาวรที่มีความสูงอย่างน้อย 7.5 ฟุต (ประมาณ 2.3 เมตร) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สูญเสียเช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งมาตรการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของเมืองในการปกป้องชีวิตผู้คน และพยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์ของสะพานประวัติศาสตร์แห่งนี้ จากสถานที่ที่เคยเต็มไปด้วยข่าวเศร้า ให้กลับมาเป็นเพียง สถาปัตยกรรมอันงดงามและมรดกทางประวัติศาสตร์ ที่ควรค่าแก่การจดจำ



สะพาน โคโลราโด สตรีทในวัฒนธรรมสมัยนิยม :

            นอกจากประวัติศาสตร์และตำนานลี้ลับแล้วสะพาน โคโลราโด สตรีทยังปรากฏอยู่ในภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์หลายเรื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ถ่ายทำที่มีเอกลักษณ์ของเมืองพาซาดีนา

ภาพยนตร์ :

            สะพานแห่งนี้ปรากฏในภาพยนตร์เงียบคลาสสิกเรื่อง The Kid (ปี 1921) ของ ชาร์ลี แชปลิน โดยมีฉากที่แม่คนหนึ่งยืนคิดถึงลูกชายของเธออยู่บริเวณปลายด้านตะวันออกของสะพาน

            ต่อมา สะพานยังถูกใช้เป็นฉากสำคัญในภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น

            Yes Man (ปี 2008) ซึ่งมีฉากกระโดด บันจี้จัมพ์ จากสะพาน

            La La Land (ปี 2016) ที่ตัวละครเอกเดินเล่นข้ามสะพานในช่วงเย็น เป็นฉากโรแมนติกที่โดดเด่นของเรื่อง


โทรทัศน์ :

            สะพานยังถูกนำไปใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำในซีรีส์และรายการทีวีหลายรายการ เช่น

            ซีรี่ส์ Full House ตอน “Leap of Faith” (ซีซัน 8) ซึ่งในเรื่องถูกนำเสนอราวกับว่าอยู่ในเมือง San Francisco

            ซีรี่ส์แพทย์ชื่อดัง ER ตอน “Fathers and Sons” (ซีซัน 4) ที่ถูกทำให้ดูเหมือนตั้งอยู่ใน San Diego

            ซีรี่ส์กู้ภัยคลาสสิก Emergency! ตอน “To Buy or Not To Buy”

ดนตรี :

            สะพานสะพาน โคโลราโด สตรีท ยังปรากฏอยู่ในโลกของดนตรีและวัฒนธรรมป๊อปอีกด้วย

            อัลบั้ม Songs from Suicide Bridge ที่ออกในปี 1984 ของ David Kauffman และ Eric Caboor ได้ตั้งชื่อตามสะพานแห่งนี้โดยตรง หน้าปกอัลบั้มเป็นภาพขาว-ดำที่ทั้งสองศิลปินยืนอยู่บนสะพาน ซึ่งยิ่งตอกย้ำบรรยากาศหม่นเศร้าและลึกลับที่รายล้อมสถานที่แห่งนี้


            นอกจากนี้ บางส่วนของมิวสิกวิดีโอเพลง Summertime Sadness (ปี 2012) ของ Lana Del Rey ก็ถูกถ่ายทำบนสะพานนี้เช่นกัน ในมิวสิกวิดีโอ นักแสดง Jaime King ปีนข้ามราวสะพานและกระโดดลงไปด้านล่าง ซึ่งเป็นฉากที่สะท้อนถึงภาพลักษณ์อันเศร้าหมองและตำนานของ “สะพานฆ่าตัวตาย” ได้อย่างชัดเจน

ADS