ประวัติ ไมเคิล โอลิเซ แนวรุกสุดอันตรายของเสือใต้
ชื่อเต็ม : ไมเคิล อัคโปวี โอลิเซ (Michael Akpovie Olise)
วัน/เดือน/ปีเกิด : 12 ธันวาคม ค.ศ. 2001
ส่วนสูง : 1.80 ซม.
ตำแหน่ง : ปีก, มิดฟิลด์ตัวรุก
สโมสรปัจจุบัน : บาเยิร์น มิวนิค
ไมเคิล โอลิเซ คือแนวรุกพรสวรรค์สูงที่เล่นได้ทั้งตำแหน่งปีกและมิดฟิลด์ตัวรุก ปัจจุบันค้าแข้งอยู่กับ บาเยิร์น มิวนิค ยักษ์ใหญ่แห่งบุนเดสลีกา เยอรมนี แม้จะเกิดที่อังกฤษ แต่เขาเลือกรับใช้ทีมชาติฝรั่งเศสโอลิเซถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในปีกที่อันตรายที่สุดของโลกยุคปัจจุบัน จุดเด่นอยู่ที่ ความคิดสร้างสรรค์ การเลี้ยงบอลที่พลิ้วไหว และสไตล์การเล่นที่เต็มไปด้วยลูกเล่น ทุกครั้งที่บอลอยู่กับเท้า เขาพร้อมสร้างความแตกต่างให้เกมได้เสมอ
เส้นทางลูกหนังของโอลิเซเริ่มต้นจากการขัดเกลาฝีเท้าในหลายอะคาเดมีของอังกฤษ ก่อนจะประเดิมสนามอาชีพกับ เรดดิ้ง ในปี 2019 ฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นไปเข้าตา คริสตัล พาเลซ ซึ่งดึงตัวเขาไปร่วมทีมในปี 2021 และเขาใช้เวลา 3 ฤดูกาลกับ “ดิ อีเกิลส์” โชว์ฟอร์มจนถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล PFA Young Player of the Year ปี 2024 ก่อนจะก้าวสู่ความท้าทายครั้งใหม่กับบาเยิร์น มิวนิค
ในนามทีมชาติ โอลิเซรับใช้ฝรั่งเศสมาตั้งแต่ระดับเยาวชน และมีชื่อติดทีมลุยศึก โอลิมปิกฤดูร้อน 2024 ก่อนจะทำความฝันเป็นจริงด้วยการ ประเดิมสนามให้ทีมชาติฝรั่งเศสชุดใหญ่ในเดือนกันยายน 2024
ชีวิตช่วงต้น :โอลิเซเกิดที่ ไวต์ซิตี กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และเติบโตในย่าน เฮย์ส แถบเกรตเตอร์ลอนดอน เขาเกิดมาในครอบครัวพหุวัฒนธรรม โดยมีคุณพ่อเป็นชาวไนจีเรีย และคุณแม่เป็นลูกครึ่ง ฝรั่งเศส–แอลจีเรีย ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญที่หล่อหลอมตัวตนของเขาทั้งในและนอกสนาม
ในการให้สัมภาษณ์กับ FC Bayern Magazine ฉบับที่ 51 โอลิเซพูดถึงอัตลักษณ์ของตัวเองไว้อย่างน่าสนใจว่า
“ผมมาจากสี่ประเทศ—ฝรั่งเศส แอลจีเรีย ไนจีเรีย และสหราชอาณาจักร ผมรู้สึกโชคดีมากที่มีทั้งสี่ส่วนนี้อยู่ในตัว เพราะแต่ละที่ช่วยเติมเต็มและหล่อหลอมผม ผมรู้สึกผูกพันกับทุกประเทศ และแต่ละส่วนก็มีอิทธิพลต่อการเติบโตของผม”
คำพูดนี้สะท้อนชัดว่า โอลิเซไม่ใช่แค่นักเตะฝีเท้าจัดจ้าน แต่ยังเป็นนักฟุตบอลที่เต็มไปด้วย ตัวตน ความหลากหลาย และมุมมองระดับโลกสิ่งที่ถ่ายทอดออกมาเป็นสไตล์การเล่นที่อิสระ สร้างสรรค์ และไม่เหมือนใครในสนาม
นอกจากไมเคิล โอลิเซจะโดดเด่นในเส้นทางลูกหนังของตัวเองแล้ว สายเลือดฟุตบอล ยังไหลเวียนอยู่ในครอบครัวอีกด้วย โดย ริชาร์ด โอลิเซ น้องชายแท้ๆ ก็เดินตามรอยพี่ชายในเส้นทางนักเตะอาชีพเช่นกัน
ริชาร์ดเริ่มต้นเส้นทางลูกหนังกับ เชลซี ตั้งแต่อายุไม่ถึง 9 ปี และยังเคยติดทีมชาติอังกฤษในระดับเยาวชน แสดงให้เห็นว่าตระกูลโอลิเซไม่ได้มีดีแค่คนเดียว และอาจได้เห็นชื่อ “โอลิเซ” โลดแล่นในวงการฟุตบอลระดับสูงมากกว่าหนึ่งคนในอนาคตอีกด้วย
เส้นทางค้าแข้งระดับสโมสรช่วงเริ่มต้น :
โอลิเซเริ่มสัมผัสเกมลูกหนังตั้งแต่อายุเพียง 6 ขวบ กับทีมท้องถิ่น Hayes & Yeading ก่อนที่พรสวรรค์จะไปเข้าตาบรรดาอะคาเดมีชั้นนำของอังกฤษ เขาผ่านการขัดเกลาฝีเท้าในระดับเยาวชนกับทั้ง เชลซี, อาร์เซน่อล และแมนเชสเตอร์ ซิตี้
โดยเฉพาะกับเชลซี โอลิเซใช้เวลาฝึกฝนนานถึง 7 ปี ก่อนจะแยกทางกันเมื่ออายุ 14 ปี เส้นทางที่เต็มไปด้วยการแข่งขันสูงนี้ช่วยหล่อหลอมให้เขาเติบโตเป็นแนวรุกที่ครบเครื่องและยืดหยุ่นทางแท็กติกตั้งแต่วัยเยาว์
เรดดิ้ง :เดือนกรกฎาคม ปี 2018 โอลิเซก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเขาเข้าร่วมโครงการทุนอะคาเดมีของ เรดดิ้ง และไม่นานก็ได้โอกาสพิสูจน์ตัวเองในทีมชุดใหญ่ เขาประเดิมสนามอาชีพกับเรดดิ้งเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2019 แม้จะเป็นเกมพ่าย ลีดส์ ยูไนเต็ด 0-3 ในบ้าน แต่ก็ถือเป็นก้าวแรกบนเวทีฟุตบอลอาชีพ ก่อนจะได้รับความไว้วางใจด้วยการเซ็นสัญญาอาชีพ ระยะเวลา 3 ปี กับสโมสรในวันที่ 15 กรกฎาคม ปีเดียวกัน
จังหวะที่แฟนบอลเริ่มจดจำชื่อโอลิเซได้ชัดเจน เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2020 เขาซัดประตูลีกแรกในอาชีพอย่างสุดสวยด้วยลูกวอลเลย์ในนาทีที่ 76 เป็นประตูปิดกล่องช่วยให้เรดดิ้งเปิดบ้านชนะ บาร์นสลีย์ 2-0 ที่สนามมาเดจสกี สเตเดียม
ด้วยฟอร์มการเล่นอันโดดเด่นตลอดฤดูกาลทำให้เขาถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล EFL Young Player of the Season ในเดือนเมษายน 2021 และในวันที่ 29 เมษายน 2021 โอลิเซก็ผงาดคว้ารางวัลนี้ไปครอง กลายเป็นดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดคนหนึ่งของลีกในเวลานั้น
คริสตัล พาเลซ :วันที่ 8 กรกฎาคม 2021 คริสตัล พาเลซตัดสินใจคว้าตัวไมเคิล โอลิเซมาร่วมทีมอย่างเป็นทางการ หลังเปิดใช้ค่าฉีกสัญญามูลค่า 8.37 ล้านปอนด์ พร้อมจับเจ้าตัวเซ็นสัญญายาว 5 ปี ก้าวสู่เวทีพรีเมียร์ลีกเต็มตัว
โอลิเซประเดิมสนามพรีเมียร์ลีกให้ “ดิ อีเกิลส์” ครั้งแรก เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2021 ในเกมเปิดบ้านถล่ม ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ 3-0 โดยถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรองในนาทีที่ 86 แทนจอร์แดน อายิว ก่อนจะได้โอกาสออกสตาร์ตตัวจริงครั้งแรกในวันที่ 23 กันยายน เกมเสมอ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด 1-1 ที่เซลเฮิร์สต์ พาร์ก
โมเมนต์แจ้งเกิดในลีกสูงสุดของเขามาถึงเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2021 เมื่อโอลิเซลงมาเป็นตัวสำรองและยิงประตูแรกในพรีเมียร์ลีก ให้กับพาเลซ ในเกมเสมอ เลสเตอร์ ซิตี้ 2-2 ซึ่งประตูนี้ยังทำให้เขากลายเป็น ผู้ทำประตูอายุน้อยที่สุดของพาเลซในพรีเมียร์ลีก นับตั้งแต่ยุคของคลินตัน มอร์ริสัน เมื่อปี 1998
วันที่ 9 เมษายน 2023 โอลิเซสร้างสถิติสุดโหด ด้วยการทำ 3 แอสซิสต์จากโอเพ่นเพลย์ในเกมเดียว กลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ทำได้ในพรีเมียร์ลีก ในเกมที่พาเลซถล่ม ลีดส์ ยูไนเต็ด 5-1 และในวันที่ 13 พฤษภาคม เขายังจารึกประวัติศาสตร์สโมสร ด้วยการเป็นนักเตะพาเลซคนแรกที่ทำ 10 แอสซิสต์ในหนึ่งฤดูกาลพรีเมียร์ลีก จากการจ่ายให้เอเบเรชี เอเซ ยิงประตูที่สองในเกมชนะ บอร์นมัธ 2-0
ท่ามกลางกระแสข่าวเชื่อมโยงกับการย้ายกลับไปเชลซี ในวันที่ 17 สิงหาคม 2023 คริสตัล พาเลซประกาศข่าวดี เมื่อโอลิเซตัดสินใจต่อสัญญาใหม่กับทีมออกไปอีก 4 ปี สยบทุกข่าวลือในเวลานั้น อย่างไรก็ตาม ฤดูกาล 2023/24 ไม่ได้ราบรื่นทั้งหมด เมื่อโอลิเซได้รับบาดเจ็บแฮมสตริงอย่างหนักในเกมแพ้ ไบรท์ตัน 1-4 วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2024 หลังเพิ่งถูกส่งลงสนามได้ไม่นาน แต่เขาก็กลับมาลงสนามอีกครั้งในเดือนเมษายน พร้อมฟอร์มที่ร้อนแรงกว่าเดิม โดยเฉพาะเกมวันที่ 6 พฤษภาคม ที่ซัด สองประตูพาทีมถล่ม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 4-0
โอลิเซปิดฤดูกาลด้วยผลงานยอดเยี่ยม 10 ประตู 6 แอสซิสต์ จากการลงเล่นเพียง 19 นัดทุกรายการ ภายใต้การปลุกฟอร์มของกุนซือใหม่ โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ และผลงานระดับนี้ทำให้เขาถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล PFA Young Player of the Year
ด้วยฟอร์มอันร้อนแรงดึงดูดความสนใจจากบิ๊กทีมพรีเมียร์ลีกหลายราย ไม่ว่าจะเป็น อาร์เซน่อล, เชลซี, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ก่อนที่เส้นทางของเขากับพาเลซจะเดินทางมาถึงบทสรุป เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม สโมสรประกาศว่าโอลิเซได้ย้ายไปร่วมทัพ บาเยิร์น มิวนิค แบบถาวร พร้อมข้อความอำลาซึ้งๆ ที่เจ้าตัวโพสต์ลงบนอินสตาแกรม
บาเยิร์น มิวนิค :
วันที่ 7 กรกฎาคม 2024 บาเยิร์น มิวนิค ประกาศคว้าตัว ไมเคิล โอลิเซ จากคริสตัล พาเลซ อย่างเป็นทางการ ด้วยสัญญา 5 ปี ยาวถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2029 ค่าตัวรวมแอดออนรายงานอยู่ที่ราว 60 ล้านยูโร นับเป็นการเสริมทัพระดับบิ๊กดีลของเสือใต้
โอลิเซเปิดตัวกับบาเยิร์นแบบทันทีทันใด ในเกม เดเอฟเบ โพคาล วันที่ 16 สิงหาคม ที่ถล่ม SSV อูล์ม 4-0 โดยลงมาเป็นตัวสำรองและใช้เวลาเพียง 2 นาที ก็จัดแอสซิสต์ให้ คิงส์ลีย์ โกม็อง ส่งสัญญาณชัดเจนว่าเขาพร้อมสร้างอิมแพ็กต์ตั้งแต่ก้าวแรก
จากนั้นวันที่ 14 กันยายน โอลิเซ ซัดประตูแรกในบุนเดสลีกาได้สำเร็จในเกมถล่ม โฮลสไตน์ เคียล 6-1 ก่อนจะยกระดับความร้อนแรงไปอีกขั้นในเวทียุโรป เพียงสามวันถัดมา เขาลงสนามนัดแรกใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และเหมาคนเดียวสองประตู ซึ่งเป็นประตูแรกของเขาในถิ่น อัลลิอันซ์ อารีนา ในเกมสุดมันที่บาเยิร์นถล่ม ดินาโม ซาเกร็บ 9-2
ฤดูกาลแรกในสีเสื้อเสือใต้ โอลิเซปิดฉากด้วยผลงานสุดโหด 12 ประตู 15 แอสซิสต์ คว้าตำแหน่ง จอมแอสซิสต์สูงสุดของลีกพร้อมฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นจนถูกเลือกติดทีมยอดเยี่ยมบุนเดสลีกา ฤดูกาล 2024/25 และยังคว้ารางวัล Rookie of the Season ไปครอง ตอกย้ำสถานะดาวรุ่งระดับท็อปของยุโรปอย่างแท้จริง
ความร้อนแรงยังต่อเนื่องมาถึงปี 2025 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน โอลิเซเหมาคนเดียวสองประตูในเกมเปิดสนามศึก ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ 2025 ที่บาเยิร์นถล่ม โอ๊คแลนด์ ซิตี้ 10-0 ก่อนจะสวมบทฮีโร่ยิงประตูชัยพาทีมเฉือน โบคา จูเนียร์ส 2-1 การันตีตั๋วผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ของทัวร์นาเมนต์อีกด้วย
เส้นทางทีมชาติฝรั่งเศส :ไมเคิล โอลิเซ เกิดในประเทศอังกฤษ โดยมีคุณพ่อเป็นชาวไนจีเรีย และคุณแม่เป็นลูกครึ่งฝรั่งเศส–แอลจีเรีย ทำให้เขามีสิทธิ์เลือกลงเล่นให้ทีมชาติได้ถึง 4 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส, แอลจีเรีย, อังกฤษ และไนจีเรีย ซึ่งถือเป็นนักเตะที่มีทางเลือกมากที่สุดคนหนึ่งในยุคปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม โอลิเซตัดสินใจเลือกเส้นทางหัวใจด้วยการสวมเสื้อทีมชาติฝรั่งเศส โดยเมื่อถูกถามถึงเหตุผลที่ไม่เลือกอังกฤษ เจ้าตัวตอบอย่างชัดเจนว่า : “ผมมีความผูกพันกับทีมชาติฝรั่งเศสมาโดยตลอด นั่นคือเหตุผลที่ผมเล่นให้ฝรั่งเศส”
เขายังย้ำอีกด้วยว่า การได้ลงเล่นให้ทัพ “เลส์ เบลอส์” คือ : “ความฝันตั้งแต่วัยเด็ก”
คำพูดเหล่านี้สะท้อนว่า การเลือกทีมชาติของโอลิเซไม่ใช่เรื่องของโอกาสหรือกระแส แต่เป็นการตัดสินใจจากความรู้สึกและความผูกพันที่อยู่กับเขามาตั้งแต่เริ่มต้นเส้นทางลูกหนัง
และในวันที่ 29 สิงหาคม 2024 ไมเคิล โอลิเซ ได้รับการเรียกติดทีมชาติฝรั่งเศสชุดใหญ่เป็นครั้งแรก โดยกุนซือ ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ สำหรับเกมยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ที่จะพบกับ อิตาลี และ เบลเยียม นับเป็นก้าวสำคัญของเส้นทางทีมชาติที่เขารอคอยมาตลอดชีวิต
โอลิเซประเดิมสนามนัดแรกให้ทัพ “เลส์ เบลอส์” เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2024 ในเกมพบอิตาลีที่ ปาร์ก เดส์ แพร็งซ์ โดยได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงและอยู่ในสนาม 58 นาที แม้ฝรั่งเศสจะพ่ายไป 1-3 แต่ฟอร์มและความกล้าเล่นของเขาก็ได้รับการจับตามองทันที
ช่วงเวลาที่แฟนบอลฝรั่งเศสรอคอยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2025 เมื่อโอลิเซซัดประตูแรกในนามทีมชาติชุดใหญ่ในเกมชนะ โครเอเชีย 2-0 ศึกเนชั่นส์ ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ นัดที่สอง พร้อมทำ 1 แอสซิสต์ ช่วยทีมพลิกสถานการณ์จากที่ตกเป็นรองสกอร์รวมสองประตู กลับมาเข้ารอบได้อย่างสุดดราม่า
ฟอร์มยังแรงต่อเนื่องในรอบไฟนอลส์ โดยในวันที่ 8 มิถุนายน โอลิเซเป็นหนึ่งในผู้ทำประตูในเกมที่ฝรั่งเศสเอาชนะ เยอรมนี 2-0 ในรอบชิงอันดับสาม ตอกย้ำว่าเขาไม่ใช่แค่ดาวรุ่งอนาคตไกล แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติฝรั่งเศสในปัจจุบันอีกด้วย
สไตล์การเล่น :ไมเคิล โอลิเซ คือแนวรุกที่โดดเด่นด้วยทักษะการจ่ายบอลหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบอลทะลุช่องตัดหลังแนวรับ หรือการสลับแกนเกมเพื่อเปลี่ยนจังหวะบุก เขามักยืนทำเกมในพื้นที่ห่างจากประตูราว 30–50 หลา บริเวณ ฮาล์ฟสเปซฝั่งขวา ซึ่งเป็นโซนถนัดที่เปิดโอกาสให้เขาเลือกได้หลายทาง ทั้งจ่าย แทง หลอก หรือพาบอลขึ้นไปเล่นต่อเอง
เมื่อบอลอยู่กับเท้า โอลิเซเป็นนักเตะที่คล่องตัวและพลิ้วไหว สามารถหมุนตัวเปลี่ยนทิศทางได้อย่างรวดเร็ว มีอัตราเร่งและการเปลี่ยนสปีดที่เฉียบคม แม้ในพื้นที่แคบหรือขณะลากเลื้อยฝ่าผู้เล่นคู่แข่งหลายคน เขาก็ยังคุมบอลได้อย่างแนบเนียน สร้างความได้เปรียบให้ทีมในจังหวะสำคัญ
โอลิเซเคยเปิดใจในนิตยสาร FC Bayern Magazine 51 ถึงแรงบันดาลใจในวัยเด็กว่า เขาหลงใหลสไตล์การเล่นของ เนย์มาร์ เป็นพิเศษ
“ผมชอบสไตล์การเล่นที่มีลูกเล่นแพรวพราวของเขา คุณเรียนรู้ได้จากนักเตะหลายคน และนั่นแหละคือวิธีที่ทำให้คุณกลายเป็นนักเตะที่สมบูรณ์แบบ”











