ปาซูซู ปีศาจแห่งสายลมในศาสนาโบราณ
ในศาสนาเมโสโปเตเมียโบราณ มีนามหนึ่งที่ผู้คนกระซิบถึงด้วยทั้งความหวาดกลัวและความยำเกรง ปาซูซู ปีศาจเทพผู้เป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่ชาวบาบิโลนและอัสซีเรียตลอดช่วงสหัสวรรษก่อนคริสตกาล
ภาพลักษณ์ของเขาชวนให้ขนลุกเกรียว ใบหน้าคล้ายสุนัข ดวงตาถลนโปนผิดธรรมชาติ ร่างกายปกคลุมด้วยเกล็ด แขนขามีกรงเล็บดุจอสูร ปีกแผ่กว้างกลางอากาศ อวัยวะเพศมีหัวเป็นงู เป็นความวิปลาสที่ยากจะละสายตา ผู้คนเชื่อกันว่าเขาคือบุตรแห่งเทพฮันบี ผู้ลึกลับ
โดยมาก ปาซูซูถูกมองว่าเป็นปีศาจผู้ชั่วร้าย แต่ในความมืดนั้นเอง เขากลับมีอีกด้านหนึ่ง ด้านของผู้พิทักษ์ เขาถูกเรียกขานให้ช่วยปัดเป่าลมร้ายที่นำพาโรคระบาด และยังมีอำนาจขับไล่ลามัชตู ปีศาจหญิงผู้เป็นศัตรูของเขา ให้หวนกลับสู่แดนบาดาลได้อีกด้วย ผู้คนในสมัยนั้นจึงแขวนเครื่องรางที่สลักรูปของเขาไว้ในบ้าน เพื่อคุ้มครองทารกจากการคุกคามของลามัชตู ขณะที่หญิงตั้งครรภ์มักสวมเครื่องรางรูปศีรษะของเขา เพื่อกันภัยจากปีศาจตนเดียวกัน
ในฐานะผู้ขับไล่สิ่งชั่วร้าย ปาซูซู จึงมีสถานะสองด้านทั้งเป็นตัวแทนแห่งลมทำลายล้างสุดอันตราย และในเวลาเดียวกันก็เป็นผู้คุ้มกันมนุษย์จากปีศาจอื่น ๆ เขาถูกอัญเชิญในพิธีกรรม และรูปจำลองของเขาถูกใช้เป็นเครื่องราง เพื่อปกป้องบ้านเรือน โดยเฉพาะสตรีมีครรภ์และมารดา ให้รอดพ้นจากกลอุบายและเงื้อมมือแห่งความมืด
หน้าที่และบทบาท :ปาซูซูมีสองภาพลักษณ์สำคัญที่ดำรงอยู่ควบคู่กัน ด้านแรก เขาปรากฏในฐานะวิญญาณผู้สถิตในเรือน เป็นพลังลี้ลับที่เฝ้าคุ้มครองบ้าน และมักถูกมองในแง่ของผู้ปกป้องมากกว่าผู้คุกคาม
แต่อีกด้านหนึ่ง เขาคือปีศาจแห่งสายลมผู้เร่ร่อน พัดผ่านเทือกเขาอันเปลี่ยวร้าง ดุดันและไร้การควบคุม เผยให้เห็นธรรมชาติที่ดิบเถื่อนและน่าสะพรึงราวกับพายุที่ไม่มีผู้ใดขัดขวางได้
ปาซูซูในฐานะเทพผู้พิทักษ์แห่งเรือน :มีหลักฐานจำนวนมากแสดงให้เห็นว่า ปาซูซูถูกอัญเชิญใช้ในศาสตร์เวทมนตร์สายขาวของชาวเมโสโปเตเมีย รูปลักษณ์อันผิดธรรมชาติและน่าสะพรึงของเขาไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างความหวาดกลัวเพียงอย่างเดียว แต่ยังถูกมองว่าเป็นภาพที่ทำให้สิ่งที่ไม่พึงประสงค์ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณร้ายหรือผู้มาเยือนที่ไม่ตั้งใจดี ต้องถอยหกนีออกไป
เชื่อกันว่ารูปเคารพของเขาช่วยขัดขวางเหล่าปีศาจแห่งสายลม ซึ่งเป็นบริวารของเขาเอง มิให้พัดพาความหายนะเข้ามาสู่บ้านเรือนของมนุษย์
บทบาทของปาซูซูในพิธีกรรมและเวทมนตร์ถูกบันทึกไว้ ทั้งในจารึกที่สลักอยู่ด้านหลังรูปเคารพของเขา และในตำราพิธีกรรมโบราณ คาถา เครื่องราง และวัตถุศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ถูกใช้เพื่อขอความคุ้มครองจากเขา โดยนำไปวางไว้รอบบ้าน หรือสวมติดตัว เพื่อดึงดูดพลังคุ้มกันและขับไล่เคราะห์ร้ายออกไป
วัตถุและเครื่องรางเพื่อการคุ้มครอง :มีการค้นพบเครื่องรางรูปศีรษะของ ปาซูซู เป็นจำนวนมาก สร้างจากวัสดุหลากชนิด เช่น ดินเผา สำริด เหล็ก ทองคำ แก้ว และกระดูก ศีรษะเหล่านี้มักถูกทำห่วงหรือเจาะรูด้านบน เพื่อให้หญิงตั้งครรภ์สวมเป็นสร้อยคอ เชื่อว่าจะช่วยคุ้มครองทารกในครรภ์จากพลังอัปมงคล
ในบางกรณี ศีรษะของเขาถูกนำไปติดกับตราประทับหรือทำเป็นเครื่องประดับติดเสื้อ และยังพบว่าบางชิ้นถูกฝังร่วมกับผู้ตาย ราวกับต้องการให้พลังคุ้มครองติดตามไปแม้ในโลกหลังความตาย
เครื่องรางแกะสลักก็พบได้ทั่วไป บันทึกพิธีกรรมจากเมือง อูรุก ระบุว่า หญิงผู้หนึ่งอาจได้รับสร้อยหรือเครื่องรางสำริดรูปพาซูซู เพื่อป้องกันการแท้งบุตรซึ่งเชื่อว่าเกิดจากการรบกวนของปีศาจหญิง "ลามัชตู"
เครื่องรางบางชิ้นมีลักษณะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยม แกะภาพพาซูซูในท่ายืนหรือท่าหมอบ ส่วนเครื่องรางหินขนาดใหญ่กว่านั้นมักถูกแขวนไว้บนผนัง เพื่อปกป้องห้องหรือทางเข้าไม่ให้สิ่งชั่วร้ายล่วงล้ำเข้ามา
หนึ่งในเครื่องรางประเภทนี้ถูกค้นพบภายในบ้านหลังหนึ่งในเมืองโบราณ ดูร์คัตลิมมู โดยพบอยู่บนพื้นห้องรับรอง นักโบราณคดีเชื่อว่าเดิมมันเคยถูกแขวนบนผนังตรงข้ามทางเข้า เพื่อให้พลังคุ้มครองเฝ้ามองทุกผู้ที่ก้าวเข้าสู่เรือน
จากจำนวนโบราณวัตถุที่ถูกขุดค้นพบ นักวิชาการจึงสันนิษฐานได้ว่า ปาซูซู เคยได้รับความนิยมอย่างสูงในโลกยุคโบราณ อีกทั้งรูปแบบของศีรษะ เครื่องราง และรูปเคารพที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันจำนวนมาก ยังบ่งชี้ว่าการสร้างรูปแทนของปีศาจเทพองค์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว หากแต่มีการผลิตขึ้นอย่างแพร่หลาย ราวกับว่าผู้คนต่างต้องการพลังคุ้มครองของเขาไว้ใกล้ตัว ไม่ต่างจากเครื่องรางประจำเรือนที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันของผู้คนในยุคนั้น
บันทึกพิธีกรรมและถ้อยคำอัญเชิญ :ในบันทึกพิธีกรรมโบราณ มักพบการกล่าวถึงหรืออัญเชิญนามของ ปาซูซู อยู่เสมอ ทั้งในจารึกที่สลักไว้ด้านหลังรูปเคารพของเขา หรือบนแผ่นจารึกดินเหนียวที่ใช้ประกอบพิธีกรรม เพื่อขอพลังปกป้องหรือขับไล่สิ่งชั่วร้าย
ตำราพิธีกรรมจากดินแดน อัสซีเรีย ระบุว่าศีรษะรูปปาซูซูสามารถใช้ในพิธีเพื่อขับไล่ความเจ็บป่วยออกจากผู้คนได้ เช่นเดียวกับคาถาขับไล่ปีศาจหญิง ลามัชตู ในยุคบาบิโลเนียตอนปลาย ที่แนะนำให้สร้างสร้อยคอรูปปาซูซูแล้วสวมให้ผู้ป่วย เพื่อกันไม่ให้ปีศาจเข้าทำร้าย
ในคัมภีร์ฉบับสองภาษาโบราณ มีข้อความที่ปาซูซูกล่าวถึงตนเองว่า
“ข้าคือปาซูซู บุตรแห่ง ฮันบู ราชาแห่งหมู่ปีศาจลิลูผู้ชั่วร้าย ข้าเคลื่อนกายด้วยความเดือดดาลสู่ภูผาอันแข็งแกร่ง และไต่ขึ้นไปเหนือมัน”
อีกบันทึกหนึ่งเล่าว่า ระหว่างการเดินทาง เขาได้เผชิญหน้ากับเหล่าปีศาจลิลูแห่งสายลม และทำลายปีกของพวกมัน เพื่อไม่ให้สามารถออกไปสร้างหายนะแก่มนุษย์ได้
“ข้าปีนขึ้นสู่ภูเขาใหญ่ที่สั่นสะเทือน และลมร้ายที่ข้าพบ ณ ที่นั้นกำลังมุ่งสู่ทิศตะวันตก ข้าหักปีกของพวกมันทีละตน”
อย่างไรก็ตาม ในบางตำรา พาซูซูกลับถูกมองในด้านที่มืดมนกว่า ผู้บันทึกเรียกเขาว่า “ความทรมานของมนุษย์” “ความทุกข์ของมนุษย์” และ “โรคภัยของมนุษย์” พร้อมทั้งร่ายคาถาเพื่อสั่งไม่ให้เขาก้าวล่วงเข้าสู่บ้านเรือน
ลักษณะรูปแบบและสัญลักษณ์ :จากการศึกษาของ เอคคาร์ต ฟราห์ม พบว่า รูปลักษณ์ของ ปาซูซู แทบไม่เปลี่ยนแปลงตลอดช่วงเวลาที่ผู้คนรู้จักและบูชาเขา ภาพแทนของปีศาจเทพองค์นี้มักผสมผสานส่วนต่างๆ ของมนุษย์และสัตว์เข้าไว้ด้วยกันอย่างประหลาด ร่างกายของเขามีลักษณะคล้ายสุนัข แต่ปกคลุมด้วยเกล็ดแทนขน เท้ากลายเป็นกรงเล็บของนก มีปีกสองคู่แผ่กางจากแผ่นหลัง หางเป็นของแมงป่อง และมีอวัยวะเพศในรูปของงูเลื้อย
ท่าทางที่พบเห็นบ่อยคือ มือขวาชูขึ้น ส่วนมือซ้ายชี้ลง ราวกับกำลังควบคุมพลังจากเบื้องบนและเบื้องล่างไปพร้อมกัน
ใบหน้าของเขานั้นยากจะลืมเลือน มีเขาแบบละมั่ง หูมนุษย์ ปากยื่นคล้ายสุนัข ดวงตาโปนถลน และรอยย่นลึกบนแก้ม ทำให้ภาพของเขาดูทั้งดุร้าย น่าเกรงขาม และชวนหวาดผวาในเวลาเดียวกัน สมกับการเป็นผู้ครองอำนาจระหว่างการคุ้มครองและความหายนะ
สายสัมพันธ์แห่งปีศาจ — บิดาและสายเลือด :ตามตำนานโบราณ ปาซูซู ถือกำเนิดจากปีศาจหรือเทพผู้ลึกลับนามว่า ฮันบี ผู้ซึ่งมีสมญาว่า “ผู้สั่นสะเทือน” หรือในบางคำแปลเรียกว่า “ผู้บิดเบี้ยว” ยืนอยู่กึ่งกลางระหว่างผู้พิทักษ์และผู้ทำลาย—ตัวตนที่ทั้งน่าหวาดกลัว และในเวลาเดียวกันก็เป็นพลังคุ้มครองที่ผู้คนยังคงร้องขอความช่วยเหลือจากเขามาเนิ่นนาน
เครือญาติแห่งปีศาจลม :ปีศาจจำพวก “ลิลู” คือหมู่ปีศาจแห่งสายลม ซึ่ง ปาซูซู และบริวารของเขาสังกัดอยู่ ปีศาจกลุ่มนี้ถูกเชื่อว่าเร่ร่อนอยู่ตามภูเขาและผืนทะเลทราย พัดพาโรคภัยและความพินาศไปกับกระแสลมที่มนุษย์ไม่อาจมองเห็น
แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับความเชื่อของชาวบาบิโลนยุคแรกเกี่ยวกับ “สี่ทิศแห่งลม” ซึ่งถูกทำให้มีรูปลักษณ์เป็นเทพหรืออสูรมีปีก ปรากฏอยู่บนตราประทับโบราณ โดยแต่ละตนแทนลมจากทิศใต้ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก และทิศเหนือ
นักวิชาการอย่าง ฟรานซ์ วิกเกอร์มันน์ ชี้ให้เห็นว่า ท่าทางที่บิดเอียงของเทพลมตะวันตกในภาพแกะสลักโบราณ มีความคล้ายคลึงกับท่าทางของปาซูซูในงานศิลป์ยุคหลัง และต่อมา ภาพตัวละครนี้ยังเริ่มมีกรงเล็บและหางแมงป่องเช่นเดียวกับปาซูซู ความแตกต่างสำคัญกลับอยู่ที่ศีรษะ ทำให้นักวิชาการสรุปว่า “ร่างกาย” ของเขานี่เองที่แสดงถึงการเป็นปีศาจลม มากกว่าหน้าตา
นักวิชาการอีกคนหนึ่ง สก็อต โนเกล เสนอว่า ปีกทั้งสี่ของปาซูซูเชื่อมโยงกับคำโบราณที่หมายถึง “วงล้อม” หรือ “ความครบถ้วนของทุกทิศ” จึงอาจสื่อถึงอำนาจของเขาที่ครอบคลุมลมจากทุกทิศทาง สืบทอดอำนาจมาจากเทพลมในยุคก่อนหน้า
ลามัชตู — ศัตรูและผู้ถูกล่า :ปีศาจหญิง "ลามัชตู" ผู้ลักพาเด็กทารก เป็นทั้งศัตรูและเป้าหมายในการขับไล่ของพาซูซู นักวิชาการบางส่วนเชื่อว่า ตัวตนของปาซูซูอาจถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นพลังตรงข้ามกับนางโดยเฉพาะ เดิมที ลามัชตูเป็นปีศาจที่ดำรงอยู่อย่างอิสระ แต่ในยุคสำริดตอนปลาย นางถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มปีศาจลม ทำให้ปาซูซูกลายเป็นพลังที่ถูกเรียกมาเพื่อขับไล่นางออกจากบ้านเรือนมนุษย์ กลับคืนสู่โลกใต้พิภพ
บนเครื่องรางหลายชิ้น ปรากฏภาพปาซูซูไล่ลามัชตูออกจากเหยื่อ บางภาพถึงขั้นแสดงให้เห็นการทำลายนางโดยตรง
ในแผ่นสำริดยุคอัสซีเรียใหม่ ยังพบภาพศีรษะปาซูซูอยู่เหนือฉากพิธีกรรม ขณะที่ร่างเล็กของเขากำลังขับไล่ลามัชตูลงสู่แม่น้ำ พร้อมกับวิญญาณผู้พิทักษ์อื่น ๆ ที่เข้าปกป้องผู้ที่กำลังนอนอยู่บนเตียงจากอันตรายที่มองไม่เห็น
เบส — ปีศาจผู้พิทักษ์จากแดนอียิปต์ :นักวิชาการบางคนเชื่อว่า เบส ปีศาจผู้พิทักษ์จากอียิปต์ อาจเป็นตัวตนคู่ขนานกับปาซูซู ทั้งสองต่างมีบทบาทในการคุ้มครองบ้านเรือน และมีลักษณะคล้ายกันหลายประการ เช่น ส่วนประกอบของสิงโต การมีปีก อวัยวะเพศยาวผิดสัดส่วน และใบหน้าที่ดูดุร้าย
เครื่องรางของทั้งคู่ยังมีรูปแบบการจัดวางที่ใกล้เคียงกัน อีกทั้งทั้งสองยังเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองหญิงตั้งครรภ์และมารดาอีกด้วย
ยังมีหลักฐานว่าความเชื่อเกี่ยวกับทั้งสองตนนี้ อาจเคยแพร่กระจายถึงกันมาก่อน โดยมีการพบรูปสลักคล้ายปาซูซูในอียิปต์ และพบเครื่องรางของเบสในดินแดนอิหร่าน อีกทั้งในป้อมโบราณที่เมืองนิมรุด ยังมีการค้นพบศีรษะปาซูซูหลายชิ้นวางอยู่ใกล้กับเครื่องรางของเบส
บางทฤษฎีเสนอว่าชื่อของเบสและปาซูซูอาจเชื่อมโยงกับพระนามกษัตริย์โบราณ “บาซี” อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าชื่อของปาซูซูหรือเบสมีที่มาจากแหล่งเดียวกัน
ปีศาจผู้พิทักษ์ตนอื่นๆ :บนเครื่องรางบางชิ้น ปรากฏภาพของ ปาซูซู อยู่เคียงข้างปีศาจผู้พิทักษ์ตนอื่น เช่น อูกัลลู และ ลูลัล ซึ่งเป็นเทพหรือวิญญาณที่เชื่อกันว่ามีหน้าที่ช่วยเหลือมนุษย์โดยตรง การปรากฏตัวร่วมกันนี้อาจมีจุดประสงค์เพื่อเสริมพลังขับไล่สิ่งชั่วร้าย หรืออาจเพื่อถ่วงดุลด้านอันตรายของปาซูซูเอง โดยสิ่งที่น่าสนใจคือ รูปของเทพผู้พิทักษ์เหล่านี้มักถูกวางไว้ด้านหลังเครื่องราง หรือในตำแหน่งที่ผู้สวมใส่มองไม่เห็น ราวกับทำหน้าที่เฝ้าระวังจากเงามืดมากกว่าจะเป็นภาพให้ผู้คนมองชม และตำแหน่งลักษณะเดียวกันนี้ยังพบอยู่ด้านหลังศีรษะปาซูซูแบบครึ่งนูนต่ำอีกด้วย
ปาซูซูในศาสนาเมโสโปเตเมีย :ในความเชื่อของผู้คนแห่งลุ่มแม่น้ำโบราณ ปาซูซูถูกมองว่าเป็นเทพหรือปีศาจแห่งลมตะวันตกเฉียงใต้ และมีความเกี่ยวข้องกับโรคระบาดที่มากับสายลม อย่างไรก็ตาม เครื่องรางที่อัญเชิญพลังของเขากลับถูกใช้เพื่อปกป้องผู้คนจากศัตรูของเขาเอง นั่นคือปีศาจหญิง "ลามัชตู" ผู้ซึ่งเชื่อกันว่านำอันตรายมาสู่มารดาและทารกระหว่างการคลอดบุตร ผู้คนจึงเรียกหาปาซูซูเพื่อขับไล่ความโชคร้าย โรคภัย และพลังชั่วร้ายทุกรูปแบบ แม้เขาเองจะเป็นปีศาจ แต่กลับกลายเป็นโล่กำบังให้มนุษย์ในเวลาเดียวกัน
ประวัติการปรากฏตัวในโลกโบราณ :นักวิชาการอย่าง ฟรานซ์ วิกเกอร์มันน์ ชี้ว่า ปาซูซูปรากฏตัวในประวัติศาสตร์อย่างค่อนข้างฉับพลันในช่วงต้นยุคเหล็ก ภาพแทนของเขาที่เก่าแก่ที่สุดถูกค้นพบในหลุมศพของเมืองโบราณ นิมรุด โดยมีอายุราวศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาล ขณะที่ข้อความที่กล่าวถึงเขาเริ่มปรากฏในเอกสารช่วงศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล โดยโบราณวัตถุส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับเขาถูกพบในช่วงศตวรรษที่ 7–6 ก่อนคริสตกาล และหลักฐานล่าสุดที่พบยังย้อนไปถึงยุคของ จักรวรรดิเซลูซิด แสดงให้เห็นว่าความเชื่อเกี่ยวกับเขายังคงดำรงอยู่ต่อมาอีกหลายศตวรรษ
ที่มาของนาม “ปาซูซู” :
มีข้อสันนิษฐานหนึ่งเกี่ยวกับที่มาของชื่อ ปาซูซู ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงกษัตริย์โบราณนาม บาซี ผู้ครองนคร มารี ตามรายชื่อกษัตริย์ในบันทึกโบราณที่พบในพื้นที่ เทล เลลาน ซึ่งเป็นฉบับหนึ่งของคัมภีร์ รายชื่อกษัตริย์สุเมเรียน
ในบันทึกดังกล่าว ชื่อของบาซีถูกตามด้วยกษัตริย์ผู้สืบทอดนาม “ซีซี” ขณะเดียวกัน บิดาของบาซีมีนามว่า อันบู ซึ่งนักวิชาการบางคนเชื่อว่าอาจเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดเทพหรือปีศาจนาม ฮันบู ผู้เป็นบิดาของปาซูซูในตำนานภายหลัง
จากความเชื่อมโยงของชื่อเหล่านี้ จึงมีผู้เสนอทฤษฎีว่า ชื่อ “ปาซูซู” อาจถูกสร้างขึ้นจากการรวมพยางค์ของพระนามกษัตริย์หลายพระองค์เข้าด้วยกัน กลายเป็น “บา-ซี-ซี-ซี” ซึ่งค่อยๆ แปรเปลี่ยนรูปเสียงตามกาลเวลา
การแทนที่ของอสูรผู้พิทักษ์ยุคก่อน :ก่อนหน้าการปรากฏตัวของปาซูซู ผู้คนในเมโสโปเตเมียเคยใช้ภาพของ ฮุมบาบา เป็นเครื่องรางคุ้มครอง โดยเฉพาะศีรษะอันน่าสะพรึงของเขาซึ่งเชื่อว่าสามารถขับไล่สิ่งชั่วร้ายได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อความนิยมในฮุมบาบาค่อยๆ เสื่อมลงในช่วงปลายยุคสำริด ไม่นานหลังจากนั้น ปาซูซูก็เริ่มปรากฏขึ้นในโลกความเชื่อแทน แม้ทั้งสองจะมีหน้าที่คล้ายกัน แต่รูปแบบและสัญลักษณ์ของพวกเขาแตกต่างกันมาก ทำให้นักวิชาการส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าปาซูซูวิวัฒน์มาจากฮุมบาบาโดยตรง
ปาซูซูในวัฒนธรรมสมัยนิยม :ในวัฒนธรรมร่วมสมัยของโลกตะวันตก ชื่อของ ปาซูซู เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากนวนิยายสยองขวัญเรื่อง "หมอผีเอ็กซอร์ซิสต์" ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1971 และภาพยนตร์ดัดแปลงชื่อเดียวกัน "หมอผีเอ็กซอร์ซิสต์" ซึ่งออกฉายในปี ค.ศ. 1973
ในเรื่องทั้งสอง ปาซูซูถูกนำเสนอในฐานะวิญญาณร้ายที่เข้าสิงเด็กหญิงชื่อ รีแกน แมคนีล กลายเป็นหนึ่งในภาพจำของหนังสยองขวัญที่ฝังแน่นในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก
นอกจากวงการภาพยนตร์แล้ว ปีศาจตนนี้ยังปรากฏอิทธิพลในวงการดนตรีด้วย วงดนตรีเสมือนจริงชื่อ Gorillaz ได้นำภาพและแรงบันดาลใจจากปาซูซูมาใช้ในผลงานอัลบั้มชุดที่สอง Demon Days รวมถึงอัลบั้มภาคต่อ D-Sides พร้อมทั้งใช้เป็นองค์ประกอบในงานแสดงและทัวร์คอนเสิร์ตหลายครั้ง รวมถึงการจัดแสดงและการแสดงพิเศษในปี 2025 ที่ Copper Box Arena
ขณะเดียวกัน ตัวนักร้องนำเสมือนของวงอย่าง 2-D ก็มักถูกวาดภาพให้สวมเสื้อที่มีคำว่า “กัปตันฮาวดี้” ซึ่งเป็นชื่อที่เด็กหญิงในเรื่อง หมอผีเอ็กซอร์ซิสต์ ใช้เรียกปีศาจผู้เข้าสิงเธอ—นามแฝงของปีศาจตนนั้นก็คือ กัปตันฮาวดี้ นั่นเอง









