ประวัติ ไดเซน มาเอดะ ดาวยิงสุดอันตรายของทัพซามูไร

sittiwut | 23/01/2026 16:21 น. | 12 Views

 

ชื่อเต็ม : ไดเซน มาเอดะ (Daizen Maeda)
วัน/เดือน/ปีเกิด : 20 ตุลาค ค.ศ. 1997
ส่วนสูง : 1.73 ซม.
ตำแหน่ง : กองหน้า
สโมสรปัจจุบัน : กลาสโกว์ เซลติก

 

           ไดเซน มาเอดะ เป็นนักฟุตบอลอาชีพชาวญี่ปุ่น ตำแหน่งกองหน้า เขาเติบโตที่เมือง ไทชิ จังหวัดโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น และเป็นที่รู้จักเรื่อง ความเร็วอันโดดเด่นตั้งแต่วัยเด็ก โดยเจ้าตัวมักวิ่งเล่นเท้าเปล่าในธรรมชาติอยู่เสมอ ซึ่งมาเอดะยอมรับว่านี่คือรากฐานสำคัญที่สร้างความแข็งแกร่งทางร่างกายและความอึดให้กับเขา นอกจากนี้ เขายังเคยฝึก ยิมนาสติกตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และการควบคุมร่างกาย ก่อนจะหันมาโฟกัสเส้นทางลูกหนังอย่างจริงจังในช่วงเรียนที่ โรงเรียนมัธยมยามานาชิ กาคุอิน จากนั้น ความสามารถของเขาก็ถูกขัดเกลาจนสุกงอม และนำไปสู่การก้าวขึ้นสู่ฟุตบอลอาชีพอย่างเต็มตัว เมื่อได้ประเดิมสนามในระดับโปรกับ มัตสึโมโตะ ยามากะ เอฟซี ในปี 2016 เป็นจุดเริ่มต้นของกองหน้าความเร็วสูงที่แฟนบอลญี่ปุ่นเริ่มจดจำชื่อได้เป็นอย่างดี โดยปัจจุบันค้าแข้งอยู่กับ เซลติก ทีมดังแห่งศึกสกอตติช พรีเมียร์ชิพ และเป็นกำลังสำคัญของ ทีมชาติญี่ปุ่น


เส้นทางค้าแข้งระดับสโมสร

มัตสึโมโตะ ยามากะ : 


           มาเอดะเริ่มต้นอาชีพนักฟุตบอลกับ มัตสึโมโตะ ยามากะ เอฟซี ในปี 2016 และได้ประเดิมสนามในเจลีกครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2016 ก่อนจะยิงประตูแรกในอาชีพนักเตะได้สำเร็จ ในศึก เอ็มเพอเรอร์ส คัพ เกมพบกับมหาวิทยาลัยโทคุยามะ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ปีเดียวกัน อย่างไรก็ตาม หลังกลับมาจากการยืมตัว เขายังไม่สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ถูกปล่อยยืมไปเก็บประสบการณ์ต่างแดนในเวลาต่อมา


มิโตะ ฮอลลี่ฮ็อค (ยืมตัว)

           เดือนกุมภาพันธ์ 2017 มาเอดะย้ายไปเล่นให้ มิโตะ ฮอลลี่ฮ็อค ด้วยสัญญายืมตัว และนี่คือช่วงเวลาที่ชื่อของเขาเริ่มถูกจับตามอง โดยเจ้าตัวระเบิดฟอร์มเก่งยิงไปถึง 13 ประตูในฤดูกาลเดียว สร้างชื่อในฐานะดาวยิงความเร็วสูงแห่งเจลีก 2


มาริติโม่ (ยืมตัว)


           ปี 2019 มาเอดะก้าวสู่เวทียุโรปกับ มาริติโม่ สโมสรจากลีกโปรตุเกส เขาลงสนามนัดแรกในเกมลีกพบกับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2019 โดยถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรองในนาทีที่ 57 ไม่นานหลังจากนั้น วันที่ 25 สิงหาคม เขายิงประตูแรกในลีกยุโรปได้สำเร็จ แม้ทีมจะพ่ายให้กับ ซีดี ทอนเดล่า 2-3 แต่ผลงานส่วนตัวก็เริ่มเข้าตา


โยโกฮาม่า เอฟ. มารินอส :

           เดือนสิงหาคม 2020 มาเอดะกลับมาโชว์ฟอร์มในญี่ปุ่นอีกครั้งกับ โยโกฮาม่า เอฟ. มารินอส ในสัญญายืมตัว เขายิงประตูแรกให้ทีมได้ทันทีในเกมพบ ชิมิสุ เอส-พัลส์ และช่วยทีมปลดล็อกชัยชนะหลังไม่ชนะใครมา 3 นัด

           ด้วยฟอร์มที่ร้อนแรงทำให้มารินอสตัดสินใจเซ็นสัญญาถาวรหลังจบฤดูกาล โดยในปี 2021 กลายเป็นปีทองของเขาอย่างแท้จริง เมื่อยิงสองประตูใส่ซานเฟรซเซ ฮิโรชิม่า ก่อนจะระเบิดฟอร์มโหดซัด 4 ประตูในเกมเดียวที่พบโทคุชิม่า วอร์ติส ต่อมาวันที่ 25 กันยายน เขาขึ้นแท่น ดาวซัลโวเจลีก 1 และปิดท้ายด้วยแฮตทริกที่สองของฤดูกาลในเกมพบ เอฟซี โตเกียว


           เมื่อฤดูกาลสิ้นสุดลง มาเอดะคว้ารางวัล ติดทีมยอดเยี่ยมเจลีก (Best XI) และครองตำแหน่ง ดาวซัลโวร่วมเจลีก 1 ด้วยผลงาน 23 ประตู เทียบเท่า เลอันโดร ดามิเยา จากคาวาซากิ ฟรอนตาเล่


เซลติก :

           วันที่ 31 ธันวาคม 2021 เซลติกประกาศคว้าตัว ไดเซน มาเอดะ มาร่วมทีมด้วยสัญญายืมตัวจนจบฤดูกาล พร้อมเงื่อนไขบังคับซื้อขาดในภายหลัง และเพียงไม่นาน กองหน้าชาวญี่ปุ่นก็แสดงให้แฟนบอลกลาสโกว์ได้เห็นของจริงทันที

           วันที่ 17 มกราคม 2022 มาเอดะประเดิมสนามให้เซลติกอย่างเป็นทางการในเกมลีกพบ ฮิเบอร์เนียน ที่เซลติก พาร์ก และใช้เวลาแค่ 4 นาที ในการยิงประตูแรกให้ต้นสังกัดใหม่ พาทีมออกนำตั้งแต่ต้นเกม ก่อนที่หลังจบฤดูกาล เซลติกจะเซ็นสัญญาถาวรกับเขาเป็นเวลา 4 ปี

           เส้นทางยุโรปของมาเอดะเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2022 เขาถูกส่งลงสนามเป็นตัวสำรองในครึ่งหลังแทน ลิเอล อาบาด้า และได้ประเดิมเวที ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เป็นครั้งแรก แม้เซลติกจะพ่ายให้กับ เรอัล มาดริด 0-3 ก็ตาม


           วันที่ 2 มกราคม 2023 มาเอดะยิงประตูเปิดหัวในเกม โอลด์ เฟิร์ม ดาร์บี้ ที่บุกไปเสมอเรนเจอร์ส 2-2 ผลงานช่วงนั้นเข้าตาทีมจากพรีเมียร์ลีกอย่าง เซาท์แฮมป์ตัน ที่จับตาดูสถานการณ์ของเขาอย่างใกล้ชิด จากนั้นในวันที่ 6 กรกฎาคม 2023 เซลติกตอบแทนผลงานอันยอดเยี่ยมด้วยการต่อสัญญาใหม่ อีก 4 ปี ทำให้มาเอดะจะอยู่กับทีมยาวถึงปี 2027

           ฤดูกาล 2024–25 กลายเป็นปีที่ดีที่สุดในอาชีพของเขา เมื่อมาเอดะระเบิดฟอร์มถล่มไปมากกว่า 30 ประตู โดยเฉพาะช่วงหลังเดือนมกราคมที่ฟอร์มแรงแบบหยุดไม่อยู่ เขายิงประตูแรกในแชมเปี้ยนส์ลีกได้ในเกมพบ สโลวาน บราติสลาวา ก่อนจะซัดเพิ่มใส่ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์, คลับ บรูช และบาเยิร์น มิวนิค ด้วยผลงานดังกล่าวทำให้มาเอดะขึ้นไปทาบสถิติ นักเตะญี่ปุ่นที่ยิงประตูในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกได้มากที่สุด ร่วมกับ ชินจิ คางาวะ และ ทาคุมิ มินามิโนะ อีกทั้งยังเป็นนักเตะเซลติกรายแรกที่ยิง 4 ประตูในถ้วยยุโรป นับตั้งแต่ โจ เคร็ก ในฤดูกาล 1977–78

           12 เมษายน 2025 หลังยิงประตูใส่ คิลมาร์น็อค เขาสร้างสถิติยิงประตูในบ้าน 8 นัดติดต่อกันที่เซลติก พาร์ก เป็นคนแรกของสโมสรนับตั้งแต่ยุคตำนานอย่าง เฮนริค ลาร์สสัน เมื่อปี 2004 และแฟนบอลเซลติกก็ถึงกับแต่งเพลงเชียร์ชื่อ “Maeda” ใส่ทำนองเพลงดัง Tequila และร้องกันก้องทั้งสนาม


           ด้วยฟอร์มสุดร้อนแรงส่งให้มาเอดะมีชื่อเข้าชิงรางวัล PFA Scotland Players’ Player of the Year ฤดูกาล 2024–25 ร่วมกับ คัลลัม แม็คเกรเกอร์, นิโกลัส คูห์น และ ซิมอน เมอร์เรย์ อย่างไรก็ตาม ในเดือนสิงหาคม 2025 มีรายงานว่า มาเอดะต้องการย้ายออกจากทีม แต่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากเซลติกไม่มีเวลาหาตัวแทน ส่งผลให้ฟอร์มของเขาในช่วงเดือนกันยายน–ตุลาคมดร็อปลงอย่างเห็นได้ชัด ยิงได้เพียง 2 ประตู เท่านั้น

 

 

ทีมชาติญี่ปุ่น

           เส้นทางในนามทีมชาติของ ไดเซน มาเอดะ เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2019 เมื่อ ฮาจิเมะ โมริยาสุ กุนซือทีมชาติญี่ปุ่นในตอนนั้น เรียกตัวเขาติดทัพซามูไรบลูชุดลุยศึก โกปา อเมริกา 2019 ที่ประเทศบราซิล ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของเจ้าตัว และยังทำให้มาเอดะกลายเป็น นักเตะจากมัตสึโมโตะ ยามากะ รายแรกในประวัติศาสตร์ ที่ถูกเรียกติดทีมชาติชุดใหญ่อีกด้วย

           มาเอดะได้ประเดิมสนามทีมชาติครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2019 ในเกมพบกับ ทีมชาติชิลี โดยออกสตาร์ตเป็นตัวจริงทันที แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่กุนซือมีต่อศักยภาพของเขา


           ในศึก ฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ มาเอดะได้รับบทบาทสำคัญ ถูกส่งลงสนามเป็นกองหน้าตัวจริงในเกมประวัติศาสตร์ที่ญี่ปุ่นพบกับ เยอรมนี ก่อนจะถูกเปลี่ยนตัวออกในนาทีที่ 57 ให้กับ ทาคุมะ อาซาโนะ และญี่ปุ่นสร้างเซอร์ไพรส์ทะลุเข้ารอบได้สำเร็จในเกมประวัติศาสตร์ที่เฉือนชนะ สเปน 2-1

           รอบ 16 ทีมสุดท้าย วันที่ 5 ธันวาคม 2022 มาเอดะยิงประตูสำคัญในนาทีที่ 43 ช่วยให้ญี่ปุ่นขึ้นนำ โครเอเชีย ก่อนจบเกมเสมอ 1-1 และต้องตัดสินกันด้วยการดวลจุดโทษ ซึ่งสุดท้ายทัพซามูไรบลูก็ต้องยุติเส้นทางไว้เพียงเท่านี้

           ต่อมา มาเอดะยังคงเป็นหนึ่งในแข้งหลักของทีมชาติ โดยถูกเรียกติดทีมชุดลุยศึก เอเชียน คัพ 2023 ที่ประเทศกาตาร์ ร่วมกับเพื่อนร่วมสโมสรเซลติกอย่าง เรโอะ ฮาตาเตะ ตอกย้ำสถานะของเขาในฐานะกำลังสำคัญของญี่ปุ่นยุคใหม่


สไตล์การเล่น :

           แม้ในช่วงแรกของอาชีพ ไดเซน มาเอดะ จะถูกใช้งานเป็นหลักในตำแหน่ง ปีกซ้าย ทั้งกับมัตสึโมโตะ ยามากะ และโยโกฮาม่า เอฟ. มารินอส แต่ด้วยคุณสมบัติรอบด้าน ทำให้เขาสามารถขยับไปเล่นในเกมรุกได้หลากหลายบทบาท ไม่ว่าจะเป็นปีกฝั่งซ้าย หรือฝั่งขวา, มิดฟิลด์ตัวรุก หรือแม้แต่ กองหน้าตัวที่สอง ในบางสถานการณ์


           จุดขายสำคัญของมาเอดะคือ พละกำลังและความอึดระดับสูง ที่สามารถวิ่งกดดันแนวรับคู่แข่งได้ตลอดทั้งเกม จนอดีตกุนซืออย่าง จอห์น ฮัตชินสัน ถึงกับนิยามเขาว่าเป็น “เครื่องจักร” ในสนาม ขณะที่ อาร์เธอร์ ปาปาส ซึ่งเคยร่วมงานกับเขาที่โยโกฮาม่า ก็ยกย่องเป็นพิเศษในเรื่อง ความเร็วจัดและสปีดต้นในการสปรินต์

           ทั้งหมดนี้ทำให้มาเอดะเป็นนักเตะที่ไม่เพียงสร้างอันตรายในจังหวะเข้าทำ แต่ยังมีบทบาทสำคัญในเกมเพรสซิ่งและการเล่นแบบไล่บี้สไตล์ฟุตบอลยุคใหม่อย่างแท้จริง

ADS