ประวัติ ดิมาร์โก้ วิงแบ็กจอมแอสซิสต์หัวใจเกมรุกของเนรัซซูรี่
ชื่อเต็ม : เฟเดริโก้ ดิมาร์โก้ (Federico Dimarco)
วัน/เดือน/ปีเกิด : 10 พฤศจิกายน ค.ศ. 1997
ส่วนสูง : 1.75 ซม.
ตำแหน่ง : วิงแบ็กซ้าย
สโมสรปัจจุบัน : อินเตอร์ มิลาน
เฟเดริโก ดิมาร์โก้ คือหนึ่งในแข้งสายเลือดอิตาเลียนที่กำลังเปล่งประกายในวงการลูกหนังยุคปัจจุบัน เจ้าตัวค้าแข้งในตำแหน่งวิงแบ็กฝั่งซ้ายหรือแบ็กซ้ายให้กับ อินเตอร์ มิลาน สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึกกัลโช่ เซเรีย อา และยังเป็นขุนพลทีมชาติอิตาลีอีกด้วยดิมาร์โก้ โดดเด่นด้วยความเร็วจัดจ้าน เติมเกมรุกได้ดุดัน เปิดบอลจากริมเส้นได้อย่างแม่นยำ และที่สำคัญคือทีเด็ดการยิงไกลนอกกรอบเขตโทษที่อันตรายเกินต้าน หลายครั้งเขาสามารถเปลี่ยนจังหวะธรรมดาให้กลายเป็นประตูสุดสวย สร้างความแตกต่างให้ทีมได้เสมอ ด้วยสไตล์การเล่นที่กล้าได้กล้าเสียและพลังงานที่ไม่มีหมด ดิมาร์โก้ จึงกลายเป็นหนึ่งในอาวุธสำคัญของทั้งสโมสรและทัพอัซซูรี่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เส้นทางอาชีพสโมสร
อินเตอร์ มิลาน :
เฟเดริโก ดิมาร์โก้ คือผลผลิตจากอะคาเดมีของ อินเตอร์ มิลาน อย่างแท้จริง โดยเจ้าตัวได้โอกาสประเดิมสนามให้ทีมชุดใหญ่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2014 ด้วยวัยเพียง 17 ปี โดยเกมนั้นเป็นศึกยูฟ่า ยูโรป้า ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ดิมาร์โก้ ถูกส่งลงสนามแทน ดานิโล ดัมโบรซิโอ ในนาทีที่ 84 ในเกมบุกเสมอ คาราบัก 0-0 ซึ่งขณะนั้น “งูใหญ่” การันตีการผ่านเข้าสู่รอบต่อไปแล้ว แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ในสนาม แต่ก็ถือเป็นก้าวสำคัญของเด็กปั้นรายนี้บนเวทียุโรป
ต่อมาในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2015 เขามีชื่อติดทีมชุดใหญ่ในศึกเซเรีย อา เป็นครั้งแรก ในเกมบุกพ่าย ซาสซูโอโล 1-3 แม้จะยังไม่ได้ลงสนาม แต่ประสบการณ์ในวันนั้นก็เป็นอีกขั้นของการเรียนรู้ในระดับสูงสุดของลีกอิตาลี
กระทั่งวันที่ 31 พฤษภาคม 2015 ดิมาร์โก้ ได้โอกาสลงเล่นในเซเรีย อา เป็นครั้งแรก โดยถูกเปลี่ยนตัวลงมาแทน โรดริโก้ ปาลาซิโอ ในนาทีที่ 89 ของเกมปิดฤดูกาล ซึ่งอินเตอร์เปิดบ้านเฉือน เอ็มโปลี สุดมัน 4-3
อัสโคลี (ยืมตัว) :เดือนมกราคม ปี 2016 ดิมาร์โก้ ถูกปล่อยยืมตัวไปร่วมทัพ อัสโคลี่ สโมสรในศึกกัลโช่ เซเรีย บี ด้วยสัญญา 6 เดือน เพื่อโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่องและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ลูกหนังระดับอาชีพ เขาประเดิมสนามให้ต้นสังกัดใหม่เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ในเกมเปิดบ้านเสมอ ลาตินา 0-0 โดยลงเล่นถึงนาทีที่ 81 ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออก แม้จะยังไม่สามารถฝากชื่อในสกอร์บอร์ดได้ทันที แต่เจ้าตัวก็ค่อยๆ ปรับตัวและกลายเป็นกำลังสำคัญทางฝั่งซ้ายของทีม และตลอดช่วงเวลา 6 เดือนกับอัสโคลี่ ดิมาร์โก้ ลงสนามรวม 15 นัด พร้อมทำ 4 แอสซิสต์ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพเกมรุกที่เริ่มฉายแววเด่นชัด
เอ็มโปลี (ยืมตัว) :วันที่ 1 กรกฎาคม 2016 อินเตอร์ตัดสินใจส่งดิมาร์โก้ไปเก็บประสบการณ์ต่อกับ เอ็มโปลี ในศึกเซเรีย อา ด้วยสัญญายืมตัวตลอดทั้งฤดูกาล เขาลงเล่นนัดแรกให้เอ็มโปลีเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2016 ในเกมบุกพ่าย อูดิเนเซ 0-2 โดยถูกเปลี่ยนตัวออกในนาทีที่ 69 แม้ผลงานโดยรวมของทีมจะไม่เป็นไปตามเป้า แต่ดิมาร์โก้ก็ได้โอกาสสัมผัสเกมระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ ตลอดฤดูกาลนั้น เขาลงสนามไป 13 นัด อย่างไรก็ตาม เอ็มโปลี ไม่สามารถต้านทานสถานการณ์ได้ และต้องตกชั้นสู่เซเรีย บี ในท้ายที่สุด
ช่วงเวลาการยืมตัวทั้งสองสโมสร แม้จะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ก็เป็นบทเรียนสำคัญที่หล่อหลอมดิมาร์โก้ให้แข็งแกร่ง พร้อมสำหรับก้าวต่อไปในเส้นทางลูกหนังอาชีพ
ซิยง :วันที่ 30 มิถุนายน 2017 เส้นทางอาชีพของดิมาร์โก้เดินมาถึงอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเขาถูกขายให้กับ เอฟซี ซิยง สโมสรในลีกสวิตเซอร์แลนด์ ด้วยค่าตัวราว 3.91 ล้านยูโร
เจ้าตัวประเดิมสนามในศึกสวิส ซูเปอร์ลีก เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2017 ในเกมบุกเฉือน ธูน 1-0 อย่างไรก็ตาม โชคร้ายมาเยือนอย่างรวดเร็ว เมื่อดิมาร์โก้ได้รับบาดเจ็บกระดูกเท้าแตก และถูกเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่นาทีที่ 41
แม้การเริ่มต้นกับซิยงจะไม่เป็นไปตามแผน แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นก็กลายเป็นบททดสอบความแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจของแบ็กซ้ายดาวรุ่งรายนี้ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของอาชีพค้าแข้งบนเวทียุโรป
คัมแบ็กกลับ อินเตอร์ มิลาน :วันที่ 5 กรกฎาคม 2018 อินเตอร์ มิลาน ตัดสินใจใช้ออปชั่นซื้อกลับ ดึงตัวดิมาร์โก้คืนถิ่นด้วยค่าตัว 7 ล้านยูโร สะท้อนให้เห็นว่าบอร์ดบริหารยังเชื่อมั่นในศักยภาพของเด็กปั้นรายนี้
อย่างไรก็ตาม เพื่อโอกาสลงสนามอย่างสม่ำเสมอ วันที่ 7 สิงหาคม 2018 เขาถูกปล่อยยืมตัวไปยัง ปาร์ม่า พร้อมพ่วงออปชั่นซื้อขาด ดิมาร์โก้ลงประเดิมสนามในศึกโคปปา อิตาเลีย เกมพ่าย ปิซา 0-1 ก่อนจะสร้างโมเมนต์สุดพิเศษในวันที่ 16 กันยายน เมื่อเขาซัดประตูแรกในเซเรีย อา ได้สำเร็จ และที่สำคัญคือเป็นการยิงใส่ทีมแม่อย่างอินเตอร์ถึงถิ่นซาน ซิโร พาปาร์มาคว้าชัย 1-0 ชนิดที่แฟน "งูใหญ่" ได้แต่เสียดายของ
ต่อมาในวันที่ 31 มกราคม 2020 ดิมาร์โก้ถูกปล่อยยืมอีกครั้ง คราวนี้ย้ายซบ เวโรน่า จนจบฤดูกาล พร้อมออปชั่นย้ายถาวร และผลงานที่น่าประทับใจทำให้สัญญายืมตัวถูกขยายเพิ่มอีกหนึ่งซีซั่นในเดือนกันยายน 2020
พัฒนาการที่ต่อเนื่องทำให้อินเตอร์มองเห็นอนาคตระยะยาว ก่อนที่วันที่ 23 ธันวาคม 2021 เจ้าตัวจะต่อสัญญากับสโมสรถึงเดือนมิถุนายน 2026 และต่อมาในวันที่ 30 ธันวาคม 2023 ก็ขยายเพิ่มออกไปอีกจนถึงปี 2027 ตอกย้ำสถานะกำลังหลักแห่งยุค
ไฮไลต์สำคัญเกิดขึ้นในวันที่ 10 มิถุนายน 2023 เมื่อดิมาร์โก้ลงเล่นนัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก พบกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หลังทีมเสียประตูในนาทีที่ 68 เขาเกือบกลายเป็นฮีโร่ เมื่อโขกบอลชนคานอย่างจัง และพยายามซ้ำดาบสอง แต่จังหวะยิงถูกเพื่อนร่วมทีม โรเมลู ลูกากู ขวางทางโดยไม่ตั้งใจ อินเตอร์จึงพลาดโอกาสตีเสมออย่างน่าเสียดาย
อีกหนึ่งประตูที่แฟนบอลไม่มีวันลืมเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2023 ในเกมเซเรีย อา พบ โฟรซิโนเน่ ดิมาร์โก้ตัดสินใจส่องไกลจากระยะ 56.08 เมตร บริเวณใกล้เส้นกึ่งกลางสนาม บอลพุ่งเสียบตาข่ายอย่างเหนือชั้น พาอินเตอร์คว้าชัย 2-0 พร้อมจารึกชื่อเขาในฐานะเจ้าของหนึ่งในประตูสุดมหัศจรรย์แห่งฤดูกาล
จากเด็กปั้นที่ถูกปล่อยยืมหลายครั้ง สู่การยึดตำแหน่งตัวหลักในถิ่นซาน ซิโร ดิมาร์โก้พิสูจน์แล้วว่าความพยายามและความเชื่อมั่นสามารถพาเขากลับมาผงาดกับสโมสรหัวใจได้อย่างสง่างาม
เส้นทางทีมชาติอิตาลีชุดใหญ่ :
ดิมาร์โก้ได้รับการเรียกติดทีมชาติอิตาลีชุดใหญ่ครั้งแรก ในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก รอบไฟนอลส์ ปี 2021 นับเป็นอีกก้าวสำคัญของแข้งฝั่งซ้ายรายนี้บนเวทีระดับนานาชาติ โดยวันที่ 4 มิถุนายน 2022 เขาประเดิมสนามให้ทัพ “อัซซูรี่” ในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ฤดูกาล 2022–23 เกมพบกับ เยอรมัน ซึ่งจบลงด้วยผลเสมอ 1-1 ถือเป็นการเปิดฉากเส้นทางทีมชาติอย่างเป็นทางการของเขา
ประตูแรกในนามทีมชาติเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2022 ในเกมบุกชนะ ฮังการี่ 2-0 ศึกเนชั่นส์ ลีก นัดดังกล่าวไม่เพียงพาอิตาลีทะลุเข้าสู่รอบไฟนอลส์ปี 2023 เท่านั้น แต่ยังเป็นประตูประวัติศาสตร์ลูกที่ 1,500 ของทีมชาติอิตาลีอีกด้วย
จากนั้นวันที่ 18 มิถุนายน 2023 ดิมาร์โก้ซัดประตูที่สองในสีเสื้อทีมชาติ ในเกมชิงอันดับสามที่เอาชนะ เนเธอร์แลนด์ 3-2 คว้าอันดับสามของทัวร์นาเมนต์มาครอง
สไตล์การเล่น :ดิมาร์โก้ คือกองหลังถนัดเท้าซ้ายที่ยืนประจำการในตำแหน่งแบ็กซ้ายเป็นหลัก แต่ก็สามารถขยับไปเล่นฝั่งขวาได้เช่นกัน จุดเด่นของเขาอยู่ที่ความเร็วจัดจ้าน ความขยันวิ่งไม่มีหมด สายตาเฉียบคมในการหาจังหวะทำประตู รวมถึงลูกยิงไกลนอกกรอบเขตโทษที่ทั้งหนักและแม่นยำ นอกจากนี้ยังอ่านเกมได้ดี และเป็นอาวุธอันตรายในจังหวะลูกนิ่งอีกด้วย
คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้เขาช่วยทีมได้ครบเครื่องทั้งเกมรับและเกมรุก แม้รูปร่างจะไม่สูงใหญ่และค่อนข้างผอมบาง แต่ดิมาร์โก้กลับมีพละกำลังไม่น้อย พร้อมทักษะทางเทคนิคที่แน่นพอตัว
นักข่าวอย่าง เอ็มเมต เกตส์ ยกย่องให้เขาเป็นหนึ่งในฟูลแบ็กที่ดีที่สุดของศึกเซเรีย อา โดยเฉพาะบทบาทวิงแบ็กฝั่งซ้ายในระบบ 3-5-2 ซึ่งความเร็วและเทคนิคของเขาช่วยให้เติมเกมรุกแบบโอเวอร์แลปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในจังหวะมีบอลและไม่มีบอล พร้อมเปิดบอลสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมได้เสมอ
อย่างไรก็ตาม ไคล์ บอนน์ จาก The Sporting News เคยชี้ว่าความสม่ำเสมอในเกมรับยังเป็นจุดที่ดิมาร์โก้ต้องพัฒนาเพิ่มเติม
ในปี 2024 สื่อดังอย่าง ESPN จัดอันดับให้เขาอยู่ที่อันดับ 10 ในลิสต์ 100 กองหลังยอดเยี่ยมของฟุตบอลชาย ตอกย้ำสถานะของแบ็กซ้ายสายบุกคนนี้ในเวทีลูกหนังระดับโลก










