ประวัติ เบรเมร์ กำแพงหินสุดแกร่งของทัพแซมบ้า

sittiwut | 01/05/2026 12:41 น. | 6 Views

 

ชื่อเต็ม : เกลย์ซง เบรเมร์ ซิลวา นาสซิเมนโต้ (Gleison Bremer Silva Nascimento)
วัน/เดือน/ปีเกิด : 18 มีนาคม ค.ศ. 1997
ส่วนสูง : 1.88 ซม.
ตำแหน่ง : เซ็นเตอร์แบ็ก
สโมสรปัจจุบัน : ยูเวนตุส


           เบรเมร์ ปราการหลังจอมแกร่งชาวบราซิล เกิดเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 1997 ที่เมืองอิตาปิตังกา รัฐบาเอีย ประเทศบราซิล ปัจจุบันค้าแข้งในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กให้กับยูเวนตุส ยักษ์ใหญ่แห่งศึกกัลโช่ เซเรีย อา และเป็นหนึ่งในขุนพลทีมชาติบราซิล

           เส้นทางชีวิตของเบรเมร์มีจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจไม่น้อย เมื่อชื่อของเขาถูกตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติให้กับ อันเดรียส เบรห์เม อดีตแข้งทีมชาติเยอรมนีชื่อดัง สะท้อนถึงแรงบันดาลใจในโลกฟุตบอลที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เยาว์วัย ก่อนที่เจ้าตัวจะเติบโตขึ้นมาเป็นแนวรับระดับแถวหน้าของวงการลูกหนังในปัจจุบัน

เส้นทางสโมสรอาชีพ

แอตเลติโก มิเนโร่ :

           เบรเมร์เริ่มต้นเส้นทางลูกหนังอย่างจริงจังกับเดสปอร์ติโว บราซิล ในปี 2014 ตอนอายุเพียง 17 ปี ก่อนจะถูกปล่อยยืมไปเก็บประสบการณ์กับเซา เปาโล ในปี 2016 โดยช่วงแรกถูกส่งลงเล่นกับทีมรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปีเป็นหลัก เจ้าตัวประเดิมสนามระดับอาชีพครั้งแรกกับทีมสำรองของเซา เปาโล เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2016 ในศึกโคปา เปาลิสต้า แม้เกมนั้นจะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ 0-3 แต่ก็ถือเป็นก้าวสำคัญของแนวรับดาวรุ่งรายนี้


           ฟอร์มที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ในเดือนมีนาคม 2017 เบรเมร์ย้ายไปร่วมทัพแอตเลติโก มิเนโร่ ด้วยค่าตัวราว 380,000 เรียลบราซิล และใช้เวลาไม่นานก็ถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน

           เขาได้โอกาสลงสนามในศึกเซเรีย เอ บราซิล เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2017 โดยลงมาแทน โรดริเกา ที่มีอาการบาดเจ็บ และช่วยทีมบุกเฉือนชนะชาเปโคเอนเซ่ 1-0 ได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยพัฒนาการที่โดดเด่น สโมสรจึงไม่รอช้า มอบสัญญาฉบับใหม่ให้เจ้าตัวเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2017 ยาวไปจนถึงปี 2021

           สำหรับประตูแรกและประตูเดียวของเบรเมร์กับแอตเลติโก มิเนโร่ เกิดขึ้นในเกมที่ทีมเอาชนะอัตเลติโก พาราเนนเซ่ 2-1 เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2018 ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์สำคัญในช่วงเริ่มต้นอาชีพของเขา


โตริโน่ :

           วันที่ 10 กรกฎาคม 2018 เบรเมร์ตัดสินใจย้ายข้ามทวีปสู่เวทียุโรป ด้วยการเซ็นสัญญาร่วมทัพ โตริโน่ เป็นเวลา 5 ปี เปิดฉากบทใหม่ในอาชีพกับฟุตบอลอิตาลี

           เขาประเดิมสนามให้ “กระทิงหิน” ครั้งแรกในศึกโคปปา อิตาเลีย เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2018 ในเกมถล่มโคเซนซา 4-0 ก่อนจะได้สัมผัสเกม เซเรีย อา นัดแรกในอีกไม่กี่วันถัดมา แม้ช่วงเริ่มต้นจะยังเป็นเพียงตัวสำรองของ อาร์มันโด อิซโซ แต่เบรเมอร์ก็ค่อยๆ สะสมประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง


           โอกาสลงตัวจริงครั้งแรกมาถึงในเกม “ตูริน ดาร์บี้” เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2019 ที่เสมอกับ ยูเวนตุส 1-1 ซึ่งถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของแนวรับดาวรุ่งรายนี้ อย่างไรก็ตาม ฤดูกาลแรกเขายังรับบทสำรอง ลงเล่นรวมเพียง 7 นัดในทุกรายการเท่านั้น

           จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังการแขวนสตั๊ดของ เอมิเลียโน่ โมเร็ตติ ทำให้กุนซือ วอลเตอร์ มาซซาร์รี่ เริ่มไว้วางใจส่งเบรเมร์ลงเป็นตัวจริงในฤดูกาล 2019–20 และเจ้าตัวก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ได้เปิดตัวในเวทียุโรปกับศึกยูโรปาลีกทันที แม้จะมีช่วงสะดุดจากการทำเข้าประตูตัวเอง แต่ก็เป็นบทเรียนสำคัญในเส้นทางอาชีพ

           เข้าสู่ฤดูกาล 2020–21 เบรเมร์ยกระดับฟอร์มขึ้นอย่างชัดเจน ยึดตำแหน่งตัวจริงได้แบบถาวร พร้อมทำผลงานทั้งเกมรับและเกมรุก ยิงประตูสำคัญช่วยทีม รวมถึงโชว์ฟอร์มเด่นในโคปปา อิตาเลีย ก่อนจบซีซั่นด้วยสถิติลงสนาม 35 นัด ยิง 5 ประตูในทุกรายการ


           ด้วยฟอร์มอันแข็งแกร่งต่อเนื่องทำให้สโมสรต่อสัญญาเขาไปจนถึงปี 2024 เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2022 และผลงานระดับท็อปในฤดูกาล 2021–22 ก็ส่งให้เบรเมร์ก้าวขึ้นคว้ารางวัล “กองหลังยอดเยี่ยมแห่งเซเรีย อา” ตอกย้ำสถานะหนึ่งในแนวรับที่โดดเด่นที่สุดของลีกอิตาลีในเวลานั้น


ยูเวนตุส :

           วันที่ 20 กรกฎาคม 2022 เบรเมร์ย้ายร่วมทัพ ยูเวนตุส อย่างเป็นทางการด้วยสัญญา 5 ปี กลายเป็นดีลสำคัญของ “ม้าลาย” ในการเสริมแนวรับ และยังเป็นการย้ายข้ามฟากจากคู่ปรับร่วมเมืองอย่าง โตริโน่ อีกด้วย

           เขาเปิดตัวได้อย่างแข็งแกร่งในศึก เซเรีย อา นัดแรก เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2022 ช่วยทีมเก็บชัยเหนือซาสซูโอโล่ 3-0 ก่อนจะปลดล็อกประตูแรกในสีเสื้อเบียงโคเนรี่ได้สำเร็จในเกมเสมอซาแลร์นิตาน่า 2-2 และยังไม่พลาดใส่ชื่อบนสกอร์บอร์ดในเกม “ดาร์บี้ เดลลา โมเล่” พายูเวนตุสเอาชนะโตริโน่ 4-2 ตอกย้ำความสำคัญในเกมใหญ่


           ผลงานที่สม่ำเสมอทำให้เบรเมอร์ก้าวขึ้นเป็นแกนหลักในแนวรับอย่างรวดเร็ว ก่อนที่สโมสรจะตอบแทนด้วยการขยายสัญญาออกไปจนถึงปี 2028 เมื่อปลายปี 2023 และเขายังมีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าแชมป์ โคปปา อิตาเลีย ฤดูกาล 2023–24 หลังลงเล่นเต็ม 90 นาทีในรอบชิงชนะเลิศที่เฉือนชนะอตาลันต้า 1-0

           อย่างไรก็ตาม เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2024 เบรเมร์ได้รับบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าหัวเข่า (ACL) ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก พบ แอร์เบ ไลป์ซิก ตั้งแต่นาทีที่ 6 ส่งผลให้ต้องปิดฉากฤดูกาล 2024–25 ไปก่อนกำหนด

           เจ้าตัวกลับมาลงสนามอีกครั้งในนัดเปิดฤดูกาล 2025–26 และช่วยยูเวนตุสเก็บคลีนชีตเอาชนะปาร์ม่า 2-0 ได้ทันที แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ แม้จะเจออุปสรรคซ้ำจากอาการบาดเจ็บหมอนรองเข่าในเดือนตุลาคม 2025 ที่ทำให้พลาดลงสนามถึง 15 นัด


           หลังพักยาว 78 วัน เบรเมร์กลับมาคุมแนวรับอีกครั้งในเกมบุกชนะโบโลญญ่า 1-0 เมื่อเดือนธันวาคม ก่อนจะปลดล็อกประตูแรกในรอบเกือบปี ในเกมถล่มเครโมเนเซ่ 5-0 เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2026 สะท้อนการคัมแบ็กอย่างแข็งแกร่งของหนึ่งในกองหลังระดับท็อปของลีกอิตาลี


ทีมชาติบราซิล :

           เบรเมร์ถูกเรียกติดทีมชาติบราซิลครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2022 ในเกมอุ่นเครื่องพบทีมชาติกาน่าและทีมชาติตูนิเซีย ก่อนจะได้โอกาสประเดิมสนามในอีกไม่กี่วันถัดมา โดยลงเล่นในเกมที่ทีมชาติบราซิลเอาชนะทีมชาติกานา 3-0 ถือเป็นการเปิดตัวที่น่าประทับใจในสีเสื้อ “แซมบ้า”

           ฟอร์มที่แข็งแกร่งทำให้เขามีชื่อติดทีมลุยศึก ฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ แม้จะไม่ได้เป็นตัวหลัก แต่ก็ได้รับโอกาสลงสนามสำคัญ โดยเล่นเต็มเกมในนัดที่พ่ายทีมชาติแคเมอรูน 0-1 รอบแบ่งกลุ่ม และลงมาเป็นตัวสำรองในเกมถล่มทีมชาติเกาหลีใต้ 4-1 รอบ 16 ทีมสุดท้าย


           ต่อมาในปี 2024 เบรเมร์ยังมีชื่อติดทีมลุยศึก โคปา อเมริกา2024 แม้จะไม่ได้รับโอกาสลงสนามในทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว แต่ก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของขุมกำลังทีมชาติอย่างต่อเนื่อง

           กระทั่งวันที่ 26 มีนาคม 2026 เขาจดจำอีกหนึ่งโมเมนต์สำคัญในเส้นทางทีมชาติ ด้วยการทำประตูแรกให้ทีมชาติบราซิลได้สำเร็จ ในเกมอุ่นเครื่องกับทีมชาติฝรั่งเศส แม้สุดท้ายทีมจะพ่าย 1-2 แต่ก็ถือเป็นก้าวสำคัญของแนวรับรายนี้ในเวทีระดับนานาชาติ

 

สไตล์การเล่น :

           เบรเมร์คือเซ็นเตอร์แบ็กสาย “อ่านเกมขาด” ที่โดดเด่นเรื่องการยืนตำแหน่งและการตัดบอลอย่างแม่นยำ เขามีสัญชาตญาณเกมรับที่เฉียบคม รู้จังหวะเข้าปะทะและยืนคุมพื้นที่ได้อย่างมีวินัย ทำให้กลายเป็นกำแพงสำคัญในแนวรับของทีม


           นอกจากความแข็งแกร่งแล้ว จุดเด่นอีกอย่างคือความเร็ว ซึ่งถือเป็นอาวุธสำคัญของกองหลังยุคใหม่ ช่วยให้เขารับมือกับกองหน้าที่คล่องตัวได้ดี และยังสามารถแก้สถานการณ์เกมสวนกลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความสารพัดประโยชน์ก็เป็นอีกจุดที่ทำให้เบรเมร์แตกต่าง เขาปรับตัวได้กับหลายระบบการเล่น ไม่ว่าจะเป็นแผงหลัง 3 หรือ 4 คน และยังมีบทบาททั้งการเข้าสกัดหนักหน่วงและการคุมไลน์เกมรับ

           เจ้าตัวยังเคยเปิดเผยว่าได้รับแรงบันดาลใจจาก ลูซิโอ อดีตกองหลังทีมชาติบราซิลชื่อดัง ซึ่งสะท้อนออกมาผ่านสไตล์การเล่นที่ผสมผสานทั้งพลัง ความเร็ว และความดุดันได้อย่างลงตัว

ADS