ประวัติ โยอาคิม อันเดอร์เซน กองหลังตัวแกร่งแห่งทัพเดนิช
ชื่อเต็ม : โยอาคิม คริสเตียน อันเดอร์เซน (Joachim Christian Andersen)
วัน/เดือน/ปีเกิด : 31 พฤษภาคม ค.ศ. 1996
ส่วนสูง : 1.92 ซม.
ตำแหน่ง : เซ็นเตอร์แบ็ก
สโมสรปัจจุบัน : ฟูแล่ม
โยอาคิม อันเดอร์เซ่น ปราการหลังที่ปัจจุบันค้าแข้งในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กให้กับ ฟูแล่ม ทีมดังแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ และเป็นหนึ่งในกำลังหลักของทีมชาติ เดนมาร์ก
เส้นทางลูกหนังของอันเดอร์เซนเริ่มต้นจากการฝึกฝนกับหลายอะคาเดมีในเดนมาร์ก ก่อนจะก้าวสู่ระดับอาชีพกับทเวนเต้ สโมสรจากเนเธอร์แลนด์ จากนั้นย้ายไปเก็บประสบการณ์ในอิตาลีกับซามพ์โดเรีย จนฟอร์มไปเข้าตา โอลิมปิก ลียง ที่ดึงตัวไปร่วมทีมในปี 2019
หลังจากถูกปล่อยยืมตัวมายังกรุงลอนดอนกับฟูแล่ม เขาตัดสินใจปักหลักในอังกฤษต่อด้วยการย้ายถาวรไปคริสตัล พาเลซ เมื่อปี 2021 โดยตลอดระยะเวลา 3 ฤดูกาล เจ้าตัวลงสนามให้ทีมไปถึง 112 นัด ก่อนจะหวนคืนสู่ฟูแล่มอีกครั้ง คราวนี้ในฐานะนักเตะถาวร
ส่วนในระดับทีมชาติ อันเดอร์เซนผ่านการติดธงเดนมาร์กมาตั้งแต่ชุดเยาวชน ก่อนประเดิมสนามให้ทีมชุดใหญ่ในปี 2019 และมีส่วนร่วมกับทัพโคนมในทัวร์นาเมนต์สำคัญทั้ง ยูโร 2020, ฟุตบอลโลก ปี 2022 และ ยูโร ปี 2024 อีกด้วย
เส้นทางลูกหนัง
ในระดับเยาวชน :
อันเดอร์เซน เริ่มต้นเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุเพียง 4 ขวบกับสโมสรท้องถิ่นอย่าง Greve Fodbold โดยใช้เวลาพัฒนาฝีเท้าที่นั่นระหว่างปี 2000–2009 ก่อนย้ายเข้าสู่อะคาเดมีชื่อดัง School of Excellence ของ โคเปนเฮเก้น เพื่อขัดเกลาฝีเท้าในระดับที่เข้มข้นยิ่งขึ้น
เมื่ออายุ 15 ปี เจ้าตัวตัดสินใจก้าวสู่ความท้าทายใหม่กับ มิดทิลแลนด์ พร้อมย้ายเข้าไปฝึกซ้อมในศูนย์พัฒนานักเตะที่เมืองอิคาสต์ ซึ่งเป็นแหล่งบ่มเพาะแข้งฝีเท้าดีของเดนมาร์ก และเคยเป็นบ้านเก่าของนักเตะดังหลายราย ไม่ว่าจะเป็น ไซม่อน เคียร์, วินสตัน รีด, เอริค สเวียตเชนโก้, วิคตอร์ ฟิชเชอร์ และ ปิโอเน่ ซิสโต้
แม้จะยังไม่ได้ประเดิมสนามให้ทีมชุดใหญ่ของมิดทิลแลนด์ แต่ฟอร์มของอันเดอร์เซนก็ไปสะดุดตาทีมแมวมองของ ทเวนเต้ ที่เดินทางมาติดตามผลงานของเจ้าตัวในเดือนเมษายน ปี 2013 ก่อนยื่นข้อเสนอให้ทดสอบฝีเท้าเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ซึ่งเจ้าตัวตอบรับทันที
เพียง 4 เดือนต่อมา เซ็นเตอร์แบ็กดาวรุ่งชาวเดนมาร์กก็ตัดสินใจเซ็นสัญญาร่วมทัพทเวนเต้ด้วยค่าตัวที่มีรายงานว่าอยู่ราว 5 ล้านโครนเดนมาร์ก หรือประมาณ 650,000 ยูโร โดยแผนในตอนนั้นคือเริ่มต้นจากทีมเยาวชน ปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ และค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในเวลาต่อมา
ทเวนเต้ :แม้ในเวลานั้น อันเดอร์เซน ยังอยู่ในระดับ ยู-19 แต่พัฒนาการที่โดดเด่นทำให้เขาถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่เร็วกว่าที่หลายคนคาด โดยเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2013 เจ้าตัวลงสนามนัดแรกให้ ยอง ทเวนเต้ และอยู่ในสนามครบ 90 นาทีเต็ม
อย่างไรก็ตาม ฤดูกาลแรกกับสโมสร เซ็นเตอร์แบ็กชาวเดนมาร์กยังไม่ได้โอกาสสัมผัสเกมในทีมชุดใหญ่ แต่ในปีที่สอง สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อเขาถูกเรียกขึ้นซ้อมร่วมกับทีมชุดใหญ่และได้คลุกคลีกับนักเตะชื่อดังมากมายในเวลานั้น ไม่ว่าจะเป็น ดูซาน ทาดิช, ฮาคิม ซีเย็ค, เฆซุส โคโรนา, ควินซี่ โพรเมส, อันเดรียส บีเยลลานด์, แคสเปอร์ คูสค์ และ คาโมเฮโล โมค็อตโจ
โอกาสสำคัญมาถึงในวันที่ 7 มีนาคม 2015 เมื่ออันเดอร์เซนได้ประเดิมสนามให้ทีมชุดใหญ่ของ ทเวนเต้ ในเกมพบ วิลเล่ม ทเว โดยถูกส่งลงเล่นในช่วง 20 นาทีสุดท้ายของเกม เพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น สโมสรตอบแทนพัฒนาการของเขาด้วยสัญญาฉบับใหม่ที่ยาวไปจนถึงปี 2018 และในปีเดียวกัน อันเดอร์เซนยังคว้ารางวัลนักเตะเยาวชนอายุไม่เกิน 19 ปี ยอดเยี่ยมแห่งปีจากสมาคมฟุตบอลเดนมาร์กอีกด้วย
จากนั้นในเกมพบ โกรนิงเก้น เมื่อวันที่ 22 มีนาคม เขาได้รับโอกาสออกสตาร์ตเป็นตัวจริง และไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ เมื่อจัดการซัดประตูแรกให้ทีมชุดใหญ่ได้สำเร็จ ก่อนที่เวลาลงสนามจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และค่อยๆ พัฒนาตัวเองจนกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกที่แทบขาดไม่ได้ของทีมในฤดูกาล 2015–16
ซามพ์โดเรีย :วันที่ 26 สิงหาคม 2017 อันเดอร์เซน ตัดสินใจเปิดบทใหม่ในเส้นทางอาชีพ ด้วยการย้ายไปร่วมทัพ ซามพ์โดเรีย สโมสรแห่งศึก เซเรีย อา แม้เจ้าตัวจะได้รับความสนใจจากหลายทีมในลีกอื่น แต่เขามองว่าเวทีลูกหนังอิตาลีคือสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการพัฒนาฝีเท้า โดยเฉพาะในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กที่ขึ้นชื่อเรื่องแท็กติกและเกมรับอันเข้มข้น
อันเดอร์เซนได้ประเดิมสนามให้ซามพ์โดเรียเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2018 ในเกมพบ อูดิเนเซ่ ก่อนจะได้รับโอกาสลงเล่นอีก 7 นัดในช่วงที่เหลือของฤดูกาลเข้าสู่ฤดูกาล 2018–19 แนวรับชาวเดนมาร์กเริ่มแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ และก้าวขึ้นมายึดตำแหน่งตัวจริงของทีมแบบถาวร ด้วยฟอร์มการเล่นที่นิ่งเกินวัย รวมถึงความสามารถในการอ่านเกมและการออกบอลจากแนวหลัง ทำให้หลายสโมสรใหญ่เริ่มจับตามองเขาอย่างใกล้ชิด
ตลอดฤดูกาลที่สองกับทีม อันเดอร์เซนพลาดลงสนามเพียงเกมเดียวจากโทษแบนเท่านั้น สะท้อนให้เห็นถึงความสม่ำเสมอและบทบาทสำคัญในแนวรับของทีม จนสุดท้ายซามพ์โดเรีย ตัดสินใจมอบสัญญาฉบับใหม่ให้เจ้าตัว ซึ่งเขาเซ็นต่อสัญญาไปจนถึงช่วงซัมเมอร์ปี 2022 เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2018
โอลิมปิก ลียง :หลังสร้างชื่อและพัฒนาฝีเท้าอย่างต่อเนื่องในอิตาลี อันเดอร์เซน ก็ได้รับโอกาสครั้งสำคัญในเส้นทางอาชีพ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2019 เขาตัดสินใจย้ายไปร่วมทัพ โอลิมปิก ลียง ด้วยสัญญาระยะเวลา 5 ปี
ดีลครั้งนี้มีมูลค่าสูงถึง 30 ล้านยูโร แบ่งเป็นค่าตัวเบื้องต้น 24 ล้านยูโร พร้อมโบนัสเพิ่มเติมอีก 6 ล้านยูโร ส่งผลให้เซ็นเตอร์แบ็กชาวเดนมาร์กกลายเป็นนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของลียง ณ เวลานั้น และยังสร้างสถิติเป็นนักฟุตบอลชาวเดนมาร์กที่มีค่าตัวสูงที่สุดอีกด้วย
อันเดอร์เซนได้สัมผัสเวที ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ในเกมพบ แอร์เบ ไลป์ซิก ก่อนจะสร้างช่วงเวลาน่าจดจำได้ในเวลาต่อมา เมื่อจัดการซัดประตูแรกของตัวเองในรายการนี้ได้สำเร็จ ในเกมที่ลียงเอาชนะ เบนฟิก้า 3–1 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน
จากเด็กหนุ่มที่เริ่มต้นจากอะคาเดมีในเดนมาร์ก เส้นทางของอันเดอร์เซนกำลังพาเขาก้าวขึ้นสู่เวทีระดับสูงของฟุตบอลยุโรปอย่างเต็มตัว
ฟูแล่ม (ยืมตัว) :หลังช่วงเวลากับลียง อันเดอร์เซนออกเดินทางสู่ความท้าทายใหม่ในอังกฤษ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2020 ด้วยการย้ายไปร่วมทัพ ฟูแล่ม แบบยืมตัวตลอดทั้งฤดูกาล เพื่อสัมผัสเกมอันเข้มข้นของ พรารีเมียร์ลีก เป็นครั้งแรก
แม้การเริ่มต้นจะไม่ได้ราบรื่นตลอดเส้นทาง โดยเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ในเกมเสมอกับ นิวคาสเซิ่ล 1–1 เจ้าตัวถูกไล่ออกจากสนามหลังรับใบเหลืองที่สอง จากจังหวะเสียจุดโทษอันเป็นประเด็นถกเถียง จากการทำฟาวล์ คัลลั่ม วิลสัน ซึ่งดาวยิงชาวอังกฤษลุกขึ้นมาสังหารเองไม่พลาด
อย่างไรก็ตาม แนวรับชาวเดนมาร์กค่อยๆ เรียกฟอร์มเก่งกลับมาได้ และกลายเป็นกำลังสำคัญของทีมในช่วงเวลาที่ฟูแล่มต้องดิ้นรนหนีตกชั้น ฟอร์มการเล่นอันแข็งแกร่งในแนวรับตลอดเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ทำให้ทีมเสียไปเพียง 3 ประตูจาก 6 นัด พร้อมเก็บ 9 คะแนนสำคัญ จนส่งให้อันเดอร์เซนมีชื่อลุ้นรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของลีก
จากนั้นในวันที่ 19 มีนาคม เขาทำประตูแรกในสีเสื้อฟูแล่มได้สำเร็จ ในเกมลีกที่เปิดบ้านพ่าย ลีดส์ 1–2 แม้ผลการแข่งขันจะไม่เป็นใจ แต่ประตูดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญของเจ้าตัวในเวทีพรีเมียร์ลีก
คริสตัล พาเลซ :วันที่ 28 กรกฎาคม 2021 คริสตัล พาเลซ ประกาศคว้าตัวอันเดอร์เซนมาร่วมทีมอย่างเป็นทางการด้วยสัญญา 5 ปี ค่าตัวรวมอยู่ที่ 17.5 ล้านยูโร พร้อมโบนัสเพิ่มเติมอีก 2.5 ล้านยูโร และเงื่อนไขส่วนแบ่งการขายต่อในอนาคต
ฤดูกาลแรกของเขากับ “ปราสาทเรือนแก้ว” ถือว่าเป็นการเปิดตัวที่น่าประทับใจ เมื่อเจ้าตัวลงสนามไปถึง 39 นัด พร้อมจับคู่ในแนวรับกับ มาร์ก เกฮี ได้อย่างลงตัว กลายเป็นคู่เซ็นเตอร์แบ็กตัวหลักของทีม และมีส่วนสำคัญในการพาพาเลซทะลุถึงรอบรองชนะเลิศของ เอฟเอ คัพ
ฤดูกาลถัดมา อันเดอร์เซน ตกเป็นข่าวใหญ่ในเกมพบ ลิเวอร์พูล เมื่อเขาถูกดาร์วิน นูนเญซ ใช้ศีรษะกระแทกใส่ จนหัวหอกชาวอุรุกวัยถูกใบแดงไล่ออกจากสนามทันที ในเกมเปิดบ้านนัดแรกของลิเวอร์พูลที่จบลงด้วยผลเสมอ 1–1 เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2022 และเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม อันเดอร์เซนก็ยิงประตูแรกของตัวเองให้พาเลซได้สำเร็จ พร้อมช่วยให้ทีมขึ้นนำ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2–0 ถึงถิ่นของแชมป์เก่า แม้ท้ายที่สุดเกมจะพลิกจบลงด้วยความพ่ายแพ้ 2–4 ก็ตาม
ประตูที่สองในสีเสื้อพาเลซเกิดขึ้นเกือบหนึ่งปีต่อมา ในเกมพบ เบรนท์ฟอร์ด เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2023 โดยเจ้าตัวสวมบทฮีโร่ซัดประตูตีเสมอช่วงท้ายเกม ก่อนจะสร้างโมเมนต์สำคัญอีกครั้ง ด้วยการยิงประตูชัยสุดสวยพาทีมบุกชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึงสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด เมื่อวันที่ 30 กันยายน
ฤดูกาล 2023–24 อันเดอร์เซนยังยกระดับผลงานในเกมรับอย่างต่อเนื่อง และจบซีซั่นด้วยสถิติเป็นนักเตะที่เคลียร์บอลมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก ด้วยจำนวนถึง 229 ครั้ง ตอกย้ำสถานะหนึ่งในกองหลังที่เล่นได้สม่ำเสมอที่สุดของลีกอังกฤษ
ฟูแล่ม :หลังฝากผลงานอย่างสม่ำเสมอกับคริสตัล พาเลซ ในที่สุด อันเดอร์เซน ก็ได้กลับสู่สโมสรที่เขาเคยสร้างความประทับใจเอาไว้ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2024 โดย ฟูแล่ม ตัดสินใจคว้าตัวเขากลับมาร่วมทีมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่สัญญายืมตัวเหมือนในอดีต
ฟูแล่มจัดการปิดดีลเซ็นเตอร์แบ็กชาวเดนมาร์กด้วยสัญญาระยะยาว 5 ปี พร้อมค่าตัวที่มีรายงานอยู่ที่ราว 30 ล้านปอนด์ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของสโมสรที่มีต่อคุณภาพและประสบการณ์ของเจ้าตัว ซึ่งการกลับมาครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การรีเทิร์นสู่ทีมเก่า แต่เป็นการกลับมาในฐานะกองหลังที่ผ่านการพิสูจน์ตัวเองมาแล้วทั้งใน พรีเมียร์ลีก, เซเรีย อา และเวทียุโรป พร้อมบทบาทสำคัญในการยกระดับแนวรับของฟูแล่มอีกครั้ง
ทีมชาติเดนมาร์ก :อันเดอร์เซน ก้าวผ่านเส้นทางทีมชาติ เดนมาร์ก มาแทบทุกระดับ ตั้งแต่ชุดอายุไม่เกิน 16 ปี, 17 ปี, 19 ปี, 20 ปี และ 21 ปี ก่อนที่ผลงานในระดับสโมสรจะพาเขาได้รับโอกาสครั้งสำคัญ เมื่อถูกเรียกติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกสำหรับเกมพบโคโซโวและสวิตเซอร์แลนด์ในเดือนมีนาคม ปี 2019
และในวันที่ 15 ตุลาคม 2019 แนวรับรายนี้ก็ได้ลงสนามรับใช้ทีมชาติชุดใหญ่เป็นนัดแรกอย่างเป็นทางการ ในเกมที่เดนมาร์กเอาชนะ ลักเซมเบิร์ก ไปแบบขาดลอย 4–0
หลังจากยึดตำแหน่งในทีมชาติได้อย่างต่อเนื่อง อันเดอร์เซนถูกใส่ชื่อเป็นหนึ่งในขุนพลของเดนมาร์กสำหรับศึก ยูโร 2020 ก่อนจะมีชื่อติดทีมลุย ฟุตบอลโลก ในปี 2022
ต่อมาในวันที่ 30 พฤษภาคม 2024 เจ้าตัวมีชื่อติด 26 นักเตะชุดลุยศึก ยูโร 2024 โดยในรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่พบกับ เยอรมัน อันเดอร์เซนเกือบกลายเป็นฮีโร่ เมื่อส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายได้สำเร็จ แต่ประตูถูกยกเลิกเนื่องจากจังหวะล้ำหน้า ก่อนที่สถานการณ์จะยิ่งยากขึ้นเมื่อเขาเสียจุดโทษจากจังหวะแฮนด์บอล และสุดท้ายเดนมาร์กต้องเป็นฝ่ายพ่าย 0–2 ตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย
อย่างไรก็ตาม อันเดอร์เซนยังเดินหน้าสร้างผลงานกับทีมชาติต่อไป และในศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือก เขาจารึกอีกหนึ่งความทรงจำสำคัญ เมื่อยิงประตูแรกของตัวเองในนามทีมชาติชุดใหญ่ได้สำเร็จ ช่วยให้เดนมาร์กเอาชนะ กรีซ 3–1 เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2025
สไตล์การเล่น :
อันเดอร์เซนได้รับการยกย่องให้เป็นกองหลังสมัยใหม่ในแบบ Ball-playing defender หรือเซ็นเตอร์แบ็กที่ไม่ได้มีดีแค่เกมรับ แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการเริ่มต้นเกมจากแนวหลังด้วย ความโดดเด่นของเขาอยู่ที่การอ่านเกม การออกบอลที่แม่นยำ และความสามารถในการพาบอลขึ้นจากแดนตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวรับชาวเดนมาร์กสามารถเล่นได้ทั้งฝั่งขวาและฝั่งซ้ายของแผงเซ็นเตอร์แบ็ก อีกทั้งยังขยับขึ้นไปเล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรับได้หากทีมต้องการ ทำให้เขาเป็นนักเตะที่มีความยืดหยุ่นทางแท็กติกสูง และอีกหนึ่งจุดแข็งที่ทำให้อันเดอร์เซนได้รับความสนใจจากหลายทีมใหญ่คือคุณภาพการวางบอลระยะไกล โดยในฤดูกาล 2018–19 ของศึก เซเรีย อา มีเพียง มาร์เซโล โบรโซวิช มิดฟิลด์ของ อินเตอร์ มิลาน เท่านั้นที่ทำสถิติการจ่ายบอลยาวแม่นยำได้มากกว่าเขา
ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ อันเดอร์เซนจึงไม่ใช่กองหลังประเภทเล่นเพื่อเคลียร์บอลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นแนวรับที่สามารถเปลี่ยนเกมรับให้กลายเป็นเกมรุกได้ในจังหวะเดียว











