ประวัติ ซาลิบา กำแพงหินสุดแกร่งเบื้องหลังความเหนียวแน่นของปืนใหญ่
ชื่อเต็ม : วิลเลียม อแลง อองเดร กาเบรียล ซาลิบา (William Alain André Gabriel Saliba)
วัน/เดือน/ปีเกิด : 24 มีนาคม ค.ศ. 2001
ส่วนสูง : 1.92 ซม.
ตำแหน่ง : เซ็นเตอร์แบ็ก
สโมสรปัจจุบัน : อาร์เซน่อล
วิลเลียม ซาลิบา คือกองหลังอาชีพชาวฝรั่งเศสที่ค้าแข้งในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กให้กับ อาร์เซน่อล ยักษ์ใหญ่ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ พร้อมทั้งเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติฝรั่งเศส ปัจจุบัน ซาลีบาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเซ็นเตอร์แบ็กที่ดีที่สุดของโลก ด้วยจุดเด่นด้านพละกำลัง ความเร็ว การเข้าปะทะที่เฉียบขาด และความนิ่งเกินวัยในเกมรับซาลิบาเริ่มต้นเส้นทางลูกหนังอาชีพกับ แซงต์-เอเตียน หลังจากเติบโตมาจากอะคาเดมีของสโมสร เขาได้ลงสนามให้ทีมชุดใหญ่ในฤดูกาล 2018–19 และมีส่วนช่วยให้ทีมคว้าตั๋วไปเล่นในศึก ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก ได้สำเร็จอีกด้วย
ผลงานอันโดดเด่นทำให้ อาร์เซน่อล ตัดสินใจคว้าตัวเขามาร่วมทีมในเดือนกรกฎาคม ปี 2019 ด้วยค่าตัวราว 27 ล้านปอนด์ อย่างไรก็ตาม ซาลิบาถูกปล่อยยืมตัวต่อเนื่องถึงสามฤดูกาล เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ก่อนจะกลับมาสวมเสื้อ “ปืนใหญ่” อย่างเต็มตัวในปี 2022 และประเดิมสนามพรีเมียร์ลีกนัดแรกเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม
ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ยิงประตูแรกให้กับสโมสรได้ทันที และกลายเป็นกำลังหลักในแนวรับ ช่วยให้อาร์เซน่อลจบฤดูกาลด้วยตำแหน่ง รองแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลถัดมา ซาลิบายิ่งฉายแววเด่นกว่าเดิม โดยมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในเกมรับของทีม อาร์เซน่อลเสียเพียง 29 ประตูตลอดฤดูกาลพรีเมียร์ลีก และซาลีบาเป็นนักเตะที่ลงเล่นครบทุกนาทีแบบไม่มีพลาด
ในระดับทีมชาติ ซาลีบารับใช้ฝรั่งเศสในชุดเยาวชนรวมแล้ว 27 นัด ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ทีมชาติชุดใหญ่ และลงประเดิมสนามอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2022 ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของปราการหลังอนาคตไกลรายนี้
เส้นทางสโมสรอาชีพแซงต์-เอเตียน :
วิลเลียม ซาลิบา เริ่มต้นเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุเพียง 6 ขวบ โดยมีโค้ชคนแรกคือ พ่อของคีลิยัน เอ็มบัปเป้ ดาวยิงซูเปอร์สตาร์ทีมชาติฝรั่งเศส ก่อนที่พรสวรรค์ของเขาจะฉายแววชัดเจน จนตัดสินใจย้ายลงใต้ไปเข้าระบบเยาวชนของ แซงต์-เอเตียน ในปี 2016
ซาลิบาเซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกกับสโมสรเมื่ออายุเพียง 17 ปี ในเดือนพฤษภาคม 2018 และไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ได้โอกาสประเดิมสนามชุดใหญ่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2018 ในเกมลีกเอิงที่แซงต์-เอเตียนเปิดบ้านเอาชนะ ตูลูส 3-2 ฤดูกาลแรกในระดับอาชีพ ซาลีบายึดตำแหน่งตัวจริงได้ถึง 13 นัด สร้างชื่อในฐานะกองหลังดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดคนหนึ่งของลีก
หลังจากย้ายซบ อาร์เซน่อล อย่างเป็นทางการ ซาลิบาถูกส่งกลับมาเล่นให้แซงต์-เอเตียนด้วยสัญญายืมตัวในฤดูกาล 2019–20 ซึ่งเขาลงสนามไปทั้งหมด 17 นัด และมีส่วนสำคัญในการช่วยทีมทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ เฟรนช์ คัพ 2020 อย่างไรก็ตาม ซาลิบาพลาดลงเล่นในนัดชิงชนะเลิศ เนื่องจากสัญญายืมตัวสิ้นสุดลงก่อนการแข่งขันราวสองสัปดาห์ โดยเกมดังกล่าวถูกเลื่อนออกไปจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด-19
ในช่วงเวลานั้น แซงต์-เอเตียนพยายามเจรจาขยายสัญญายืมตัวแบบชั่วคราว แต่มีรายงานว่าหากซาลิบาได้ลงสนามเพิ่มเติม อาร์เซน่อลจะต้องจ่ายเงินเพิ่มราว 2.5 ล้านยูโร ให้กับต้นสังกัดเดิม ขณะที่แซงต์-เอเตียนเองก็ไม่ต้องการยกเว้นค่าธรรมเนียมดังกล่าว และยังร้องขอสิทธิ์ควบคุมการฝึกซ้อมของนักเตะแบบเต็มรูปแบบ ด้วยเหตุนี้ การเจรจาจึงไม่ลงตัว และซาลิบาจำเป็นต้องเดินทางกลับสู่ถิ่น เอมิเรตส์ สเตเดียม อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2020
อาร์เซน่อล :เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2019 อาร์เซน่อลประกาศคว้าตัว วิลเลียม ซาลิบา มาร่วมทีมด้วยสัญญาระยะยาว โดยสื่ออังกฤษรายงานว่าสัญญามีระยะเวลา 5 ปี พร้อมค่าตัวราว 27 ล้านปอนด์ ดีลนี้ไม่ง่ายนัก เพราะ “ปืนใหญ่” ต้องเบียดชนะคู่ปรับร่วมกรุงลอนดอนอย่าง ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ที่ยื่นข้อเสนอเท่ากันให้กับแซงต์-เอเตียนเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ซาลิบาเลือกตอบรับโปรเจกต์ของอาร์เซน่อล ซึ่งติดตามฝีเท้าเขามาตั้งแต่ปลายปี 2018
หลังถูกปล่อยยืมตัวกลับไปเล่นให้แซงต์-เอเตียนในฤดูกาล 2019–20 ซาลิบากลับสู่ถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดี้ยมในปี 2020 พร้อมรับเสื้อหมายเลข 4 ซึ่งเป็นเบอร์ของเซ็นเตอร์แบ็กตัวหลักของทีม เขาลงสนามให้ชุดใหญ่ของอาร์เซน่อลเป็นครั้งแรกในเกมอุ่นเครื่องปรีซีซัน พบกับ เอ็มเค ดอนส์ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2020
ซาลิบายังมีชื่อติดทีมชุดคว้าแชมป์ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ 2020 แต่ไม่ได้ถูกส่งลงสนาม โดยอาร์เซน่อลเสมอกับลิเวอร์พูล 1–1 ในเวลา ก่อนจะดวลจุดโทษชนะไป 5-4 อย่างไรก็ตาม เส้นทางของกองหลังดาวรุ่งรายนี้กลับไม่ราบรื่นอย่างที่คาด
ในฤดูกาล 2020–21 ซาลิบาถูกตัดชื่อออกจากทีมชุดแข่งขันอย่างเป็นทางการ ทำให้เขาทำได้เพียงลงเล่นให้กับ อาร์เซน่อล ยู23 เท่านั้น โดยมีโอกาสลงสนามในศึก EFL Trophy เกมเยือนกิลลิงแฮม และเอเอฟซี วิมเบิลดัน ซึ่งในเกมหลังสุดเขาถูกไล่ออกจากสนามด้วยใบแดง
การตัดสินใจดังกล่าวกลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างหนักในหมู่แฟนบอล ก่อนที่ มิเกล อาร์เตต้า ผู้จัดการทีมอาร์เซน่อล จะออกมายอมรับในเวลาต่อมาว่า “รู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจครั้งนั้น” ก่อนที่ซาลิบาจะถูกปล่อยยืมตัวกลับไปเล่นในฝรั่งเศสเป็นเวลา 6 เดือนในช่วงเดือนมกราคม
ยืมตัวกับนีซ :เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2021 วิลเลียม ซาลิบา ถูกอาร์เซน่อลปล่อยยืมตัวไปให้กับ นีซ ทีมดังในศึกลีกเอิง ฝรั่งเศส จนจบฤดูกาล 2020–21 หลังแผนการปล่อยยืมไปยังสโมสรใน แชมเปี้ยนชิพ อังกฤษ ต้องยุติลงในนาทีสุดท้าย ส่งผลให้ซาลิบาตัดสินใจกลับไปพิสูจน์ตัวเองในบ้านเกิดอีกครั้ง
ซาลิบา ประเดิมสนามให้กับนีซเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 ในเกมลีกเอิงที่พ่าย แบรสต์ 0-2 แม้ผลการแข่งขันจะไม่เป็นใจ แต่ฟอร์มส่วนตัวของเขากลับโดดเด่นเกินวัย จนได้รับความไว้วางใจลงสนามอย่างต่อเนื่อง และผลงานอันสม่ำเสมอทำให้ซาลิบาคว้ารางวัล นักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนมกราคมของสโมสรนีซ ไปครอง กลายเป็นสัญญาณแรกของการกลับมาอย่างแท้จริง
ยืมตัวกับมาร์กเซย :ซาลิบา ยังคงออกเดินทางบนเส้นทางยืมตัวต่อเนื่อง โดยในเดือน กรกฎาคม 2021 เขาย้ายจากอาร์เซน่อลไปร่วมทีม โอลิมปิก มาร์กเซย ด้วยสัญญายืมตัวตลอดฤดูกาล 2021–22 โดยลงประเดิมสนามอย่างเป็นทางการให้ มาร์กเซย ทันทีในเกมลีก นัดเปิดฤดูกาล บุกชนะ มงต์เปลลิเยร์ 3-2 เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2021 และนับจากนั้นเป็นต้นมา ซาลิบาก็กลายเป็นหัวใจสำคัญในแนวรับของทีมแบบไร้ข้อกังขา
โดยตลอดฤดูกาลนั้น ซาลิบาลงสนามให้มาร์กเซยรวมถึง 52 นัด มีบทบาทสำคัญในการพาทีมทะลุถึงรอบ รองชนะเลิศ ยูโรป้า คอนเฟอเรนซ์ ลีก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์รายการ พร้อมทั้งช่วยให้ทีมคว้าสิทธิ์ไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลถัดไปอีกด้วย
ฟอร์มอันโดดเด่นส่งให้ซาลิบาคว้ารางวัล ดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งลีกเอิง และมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลอย่างสมศักดิ์ศรี แม้จะได้รับความสนใจจากมาร์กเซยและหลายสโมสรยักษ์ใหญ่ในยุโรปที่ต้องการดึงตัวไปร่วมทีมต่อ แต่ซาลิบาก็ประกาศจุดยืนชัดเจนผ่านรายการฟุตบอลชื่อดังของฝรั่งเศส Téléfoot ว่าเขาต้องการ กลับไปพิสูจน์ตัวเองกับอาร์เซน่อล อีกครั้ง
กลับสู่ถิ่น อาร์เซน่อล :ก่อนเปิดฤดูกาล 2022–23 วิลเลียม ซาลิบา ได้รับเสื้อหมายเลข 12 และถูกจับตามองทันทีในฐานะกองหลังที่อาร์เซน่อลรอคอย หลังผ่านบททดสอบจากการยืมตัวมาอย่างโชกโชน เขาลงประเดิมสนามให้ทั้งอาร์เซน่อลและพรีเมียร์ลีกอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2022 ในเกมบุกเยือน คริสตัล พาเลซ นัดเปิดฤดูกาล ซึ่ง “ปืนใหญ่” คว้าชัย 2-0 โดยฟอร์มของซาลีบาถูก BBC ชื่นชมว่า “นิ่งสงบและแทบไร้ที่ติ”
เพียงสองสัปดาห์ต่อมา ซาลิบาก็ยิงประตูแรกในสีเสื้ออาร์เซน่อลได้สำเร็จ จากจังหวะปั่นโค้งนอกกรอบเขตโทษในเกมที่เอาชนะ บอร์นมัธ ซึ่งลูกดังกล่าวได้รับการโหวตให้เป็น ประตูยอดเยี่ยมประจำเดือนสิงหาคมของสโมสรทันที กลายเป็นการแจ้งเกิดอย่างสมบูรณ์แบบในพรีเมียร์ลีก
อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2023 เมื่อซาลิบาได้รับบาดเจ็บที่แผ่นหลังในเกมยูโรป้า ลีก พบกับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน อาการบาดเจ็บครั้งนี้ทำให้เขาต้องปิดฉากฤดูกาลก่อนกำหนด ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเขาลงเล่นครบทุกนัดในพรีเมียร์ลีก และถูกคาดหมายว่าจะหายกลับมาทันช่วงลุ้นแชมป์ ซึ่งการขาดหายไปของซาลิบาส่งผลชัดเจนต่อเกมรับของอาร์เซน่อล ทีมเริ่มเสียประตูง่ายขึ้น ฟอร์มการเล่นสะดุด และท้ายที่สุดต้องยอมเสียตำแหน่งจ่าฝูงให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งผงาดคว้าแชมป์ไปในบั้นปลายฤดูกาล
แม้เผชิญความผิดหวัง แต่สโมสรยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของเขาอย่างเต็มที่ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2023 ซาลิบาเซ็นสัญญาระยะยาวฉบับใหม่กับอาร์เซน่อลจนถึงปี 2028 พร้อมเปลี่ยนมาใช้เสื้อหมายเลข 2 สัญลักษณ์ของแกนหลักแนวรับอย่างแท้จริง
ในฤดูกาล 2023–24 ซาลิบาสร้างประวัติศาสตร์ ด้วยการเป็น นักเตะเอาต์ฟิลด์คนแรกของอาร์เซน่อล ที่ลงเล่นครบทุกนาที (3,420 นาที) ตลอดฤดูกาลพรีเมียร์ลีก นับตั้งแต่เข้าสู่ยุคพรีเมียร์ลีก ตอกย้ำสถานะ “เสาหลักแนวรับ” อย่างแท้จริง
วันที่ 19 ตุลาคม 2024 ซาลีบาได้รับใบแดงแรกในอาชีพค้าแข้ง จากการถูกไล่ออกโดยตรงในเกมพ่าย บอร์นมัธ 0-2 หลังเข้าหยุด เอวานิลซอน บริเวณกลางสนาม ซึ่งผู้ตัดสิน โรเบิร์ต โจนส์ มองว่าเป็นการตัดโอกาสทำประตูอย่างชัดเจน ท่ามกลางเสียงถกเถียงอย่างหนักจากแฟนบอล อย่างไรก็ตาม เขาตอบโต้ด้วยผลงานในสนาม เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2024 ซาลิบายิงประตูแรกของฤดูกาล 2024–25 ได้จากจังหวะโหม่งลูกยิงแฉลบของ โธมัส ปาร์เตย์ ในเกมชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-0 ก่อนจะยิงได้อีกครั้งในสัปดาห์เดียวกัน ในเกมบุกเสมอ ฟูแลม 1-1 ที่คราเวน ค็อตเทจ
ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2025 อาร์เซน่อลประกาศจับซาลิบาต่อสัญญาระยะยาวออกไปจนถึงปี 2030 เป็นการยืนยันสถานะของเขาในฐานะ แกนหลักแนวรับระยะยาวของสโมสร และหนึ่งในเซ็นเตอร์แบ็กที่ดีที่สุดของยุคปัจจุบัน
ทีมชาติฝรั่งเศส :เส้นทางในนามทีมชาติชุดใหญ่ของ วิลเลียม ซาลิบา เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2022 เมื่อเขาถูกเรียกติดทีมชาติฝรั่งเศสเป็นครั้งแรก เพื่อทดแทน แบ็งฌาแม็ง ปาวาร์ ที่มีอาการบาดเจ็บ สำหรับเกมอุ่นเครื่องพบกับ ไอวอรีโคสต์ และ แอฟริกาใต้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของกองหลังดาวรุ่งที่กำลังพุ่งขึ้นสู่ระดับท็อปของยุโรป
หลังจากนั้น ซาลิบาได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่อง โดยมีส่วนร่วมในศึก ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ฤดูกาล 2022–23 ให้กับทีมชาติฝรั่งเศสถึง 5 นัด แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจจากทีมงานสตาฟฟ์โค้ช และสถานะที่เริ่มมั่นคงในทีม “เลส์ เบลอส์”
เดือนพฤศจิกายน 2022 ซาลิบามีชื่อติดหนึ่งใน 26 ขุนพลทีมชาติฝรั่งเศส ชุดลุยศึก ฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ และได้สัมผัสบรรยากาศเวทีฟุตบอลโลกอย่างเป็นทางการ เมื่อถูกส่งลงสนามเป็นตัวสำรองแทน ราฟาแอล วาราน ในนาทีที่ 63 ของเกมรอบแบ่งกลุ่มนัดสุดท้าย พบกับ ตูนิเซีย เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน แม้บทบาทในทัวร์นาเมนต์จะยังจำกัด แต่ประสบการณ์ในฟุตบอลโลกถือเป็นรากฐานสำคัญสำหรับเส้นทางทีมชาติในระยะยาว และในเดือน พฤษภาคม 2024 ซาลิบายังคงรักษามาตรฐานฟอร์มการเล่นเอาไว้ได้อย่างต่อเนื่อง จนมีชื่อติดทีมชาติฝรั่งเศสชุดทำศึก ยูโร 2024 ตอกย้ำสถานะของเขาในฐานะหนึ่งในกองหลังอนาคตไกลของชาติ
สไตล์การเล่น :
วิลเลียม ซาลิบา คือเซ็นเตอร์แบ็กสายโมเดิร์นที่รวมทุกคุณสมบัติของกองหลังระดับโลกไว้ในคนเดียว ทั้งความแข็งแกร่งทางร่างกาย ความนิ่งในการเล่น และคุณภาพในการใช้บอล เขาเป็นแนวรับที่อ่านเกมขาด ดวลตัวต่อตัวได้อย่างยอดเยี่ยม และแทบไม่พลาดในจังหวะสำคัญ
จุดเด่นของซาลิบาอยู่ที่การเข้าสกัดที่ใสสะอาดและแม่นยำ ไม่จำเป็นต้องพุ่งเสียบให้เสี่ยงเสียฟาวล์ แต่เลือกใช้การยืนตำแหน่งและจังหวะเข้าบอลที่ถูกต้อง ทำให้รับมือเกมรุกคู่แข่งได้อย่างอยู่หมัด โดยเฉพาะการดวล 1 ต่อ 1 ที่ถือเป็นหนึ่งในกองหลังที่ไว้ใจได้มากที่สุดในยุโรป
นอกจากเกมรับที่แข็งแกร่งแล้ว ซาลิบายังเป็นกองหลังที่ ขึ้นเกมจากแดนหลังได้อย่างมีคุณภาพ การจ่ายบอลของเขาแม่นยำ กล้าแทงทะลุไลน์ และช่วยเปลี่ยนเกมรับเป็นเกมรุกได้ในพริบตา ไม่ว่าจะเป็นการยืนคุมไลน์ลึกเพื่อสวีปบอล หรือถอยต่ำเพื่อคุมจังหวะและสร้างความมั่นใจให้เพื่อนร่วมทีม สิ่งที่ทำให้ซาลิบาโดดเด่นเป็นพิเศษคือ ความสุขุมและการตัดสินใจที่เยือกเย็น ต่อให้โดนเพรสซิ่งหนักแค่ไหน เขาก็แทบไม่ตื่นสนาม ไม่รีบเตะทิ้งโดยไม่จำเป็น และเลือกทางออกที่ดีที่สุดให้ทีมเสมอ
ด้วยการผสมผสานระหว่าง ความแข็งแกร่งในเกมรับ และ ความสามารถในการพาบอลและต่อเกม ซาลิบาจึงถูกยกให้เป็นกองหลังยุคใหม่แบบครบเครื่อง เป็นเสาหลักแนวรับที่ทำให้ทั้งทีมเล่นด้วยความมั่นใจ และเป็นหนึ่งในเซ็นเตอร์แบ็กที่หายากที่สุดในฟุตบอลปัจจุบัน











