ประวัติ ดาบิด รายา จอมหนึบเบื้องหลังความแข็งแกร่งของปืนใหญ่

sittiwut | 02/01/2026 15:05 น. | 1 Views

 

ชื่อเต็ม : ดาบิด รายา มาร์ติน (David Raya Martin)
วัน/เดือน/ปีเกิด : 15 กันยายน ค.ศ. 1995
ส่วนสูง : 1.83 ซม.
ตำแหน่ง : ผู้รักษาประตู
สโมสรปัจจุบัน : อาร์เซน่อล

           ดาบิด รายา คือผู้รักษาประตูทีมชาติสเปน ที่กำลังพีคสุดขีดในยุคนี้ โดยปัจจุบันเจ้าตัวเฝ้าเสาให้กับ อาร์เซน่อล ยักษ์ใหญ่ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ และทัพ “กระทิงดุ” ทีมชาติสเปน จุดเด่นของเขาอยู่ที่การออกบอลแม่นยำ การคุมพื้นที่ในกรอบเขตโทษ ความสม่ำเสมอ และปฏิกิริยาการเซฟระดับท็อป จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดของโลกในเวลานี้

           รายาเริ่มต้นเส้นทางอาชีพบนแผ่นดินอังกฤษกับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส และแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวในฤดูกาล 2017/18 เมื่อมีส่วนสำคัญพาทีมเลื่อนชั้นจากลีกวันขึ้นสู่แชมเปี้ยนชิพ ก่อนจะย้ายไปร่วมทัพ เบรนท์ฟอร์ด ในปี 2019 และกลายเป็นกำลังหลักของทีมชุดประวัติศาสตร์ที่เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จในปี 2021

           ปี 2023 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในอาชีพ เมื่อรายาย้ายมาเฝ้าเสาให้ อาร์เซน่อล ด้วยสัญญายืมตัว และเขาก็ไม่ทำให้แฟนบอลผิดหวัง คว้ารางวัล ถุงมือทองคำ (Golden Glove) ตั้งแต่ฤดูกาลแรก พร้อมโชว์ฟอร์มเหนียวหนึบจน “ปืนใหญ่” ตัดสินใจคว้าตัวร่วมทีมแบบถาวรในซัมเมอร์ถัดมา ฤดูกาลต่อมา รายายังคงรักษามาตรฐานสุดโหด คว้า Golden Glove เป็นสมัยที่สองติดต่อกัน กลายเป็นผู้รักษาประตูคนแรกที่ทำได้ต่อจากเอแดร์ซอน และหลังจบฤดูกาล อาร์เซน่อลก็ประกาศมอบเสื้อหมายเลข 1 ให้เขาสำหรับฤดูกาล 2025/26 อย่างเป็นทางการ

           ในระดับทีมชาติ รายาลงประเดิมสนามให้ ทีมชาติสเปน ในปี 2022 และถูกเรียกติดทีมลุยศึกใหญ่ทั้ง ฟุตบอลโลก 2022 รวมถึง ยูโร 2024 ซึ่งสเปนผงาดคว้าแชมป์ยุโรปไปครอง ตอกย้ำสถานะนายด่านระดับแถวหน้าของโลกอย่างเต็มภาคภูมิ


เส้นทางค้าแข้งระดับสโมสร

แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส :

           ดาบิด รายา เกิดที่เมืองบาร์เซโลนา แคว้นกาตาลุญญา โดยเริ่มต้นเส้นทางลูกหนังในสเปนบ้านเกิด และมีจุดเด่นไม่เหมือนใคร เพราะนอกจากจะฝึกเป็นผู้รักษาประตูแล้ว เขายังเล่นเป็นผู้เล่นเอาต์ฟิลด์ในฟุตซอลควบคู่กันไปอีกด้วย ก่อนจะเข้าสู่ระบบเยาวชนของ คอร์เนญา (Cornellà) และฝีมือไปเข้าตาแมวมองจากอังกฤษ

           เดือนกรกฎาคม ปี 2012 รายาตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต ย้ายข้ามน้ำข้ามทะเลมาอังกฤษ เพื่อเข้าร่วมอคาเดมีของ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ด้วยสัญญาทุนการศึกษา โดยมีเบื้องหลังจากข้อตกลงความร่วมมือระหว่างแบล็คเบิร์นกับคอร์เนญา หลังจากที่อูโก เฟร์นันเดซ ย้ายไปค้าแข้งที่อีวูด พาร์ก ก่อนหน้านั้น

           รายาค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นมาจากระบบเยาวชนของสโมสร และได้รับรางวัลแห่งความพยายาม เมื่อเขาเซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกกับแบล็คเบิร์นในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2014 จากนั้นถูกปล่อยไปเก็บประสบการณ์ในระดับฟุตบอลผู้ใหญ่กับ เซาธ์พอร์ต ทีมในคอนเฟอเรนซ์ พรีเมียร์ (ระดับนอกลีก) ด้วยสัญญายืมตัว 4 เดือนในช่วงครึ่งแรกของฤดูกาล 2014/15 พร้อมลงสนามถึง 24 นัด เรียกได้ว่าได้ลับคมฝีมือแบบเต็มอิ่ม

           หลังกลับสู่ถิ่นอีวูด พาร์ก รายาได้โอกาสประเดิมสนามในเกมแชมเปี้ยนชิพช่วงปลายฤดูกาล 2 นัด และทำผลงานเข้าตา จนสโมสรตัดสินใจมอบสัญญาใหม่ระยะยาว 3 ปีให้กับเขาในเดือนเมษายน 2015

           แม้ในช่วงฤดูกาล 2015/16 และ 2016/17 เขาจะได้ลงเฝ้าเสาเพียง 13 นัด แต่รายายังคงทำหน้าที่มือสองรองจาก เจสัน สตีล และมีชื่ออยู่ในทีมแข่งขันอย่างสม่ำเสมอ ก่อนที่จุดเปลี่ยนสำคัญจะมาถึง เมื่อแบล็คเบิร์นตกชั้นสู่ ลีก วัน หลังจบฤดูกาล 2016/17

           การตกชั้นครั้งนั้น กลับกลายเป็นโอกาสทองของรายา เขาก้าวขึ้นมาเป็นมือหนึ่งของทีมแบบเต็มตัวในฤดูกาล 2017/18 ลงสนามไปถึง 47 นัด และเป็นกำลังสำคัญพา “กุหลาบไฟ” คว้าตั๋วเลื่อนชั้นกลับสู่แชมเปี้ยนชิพได้ทันที

           ฤดูกาลถัดมา รายายังคงยึดตำแหน่งตัวจริงอย่างเหนียวแน่น ลงเล่น 46 นัด ช่วยทีมยืนระยะได้อย่างมั่นคงในแชมเปี้ยนชิพ ก่อนที่เส้นทางของเขากับแบล็คเบิร์นจะเดินทางมาถึงบทสรุปในเดือนกรกฎาคม 2019 หลังรับใช้สโมสรไปทั้งสิ้น 108 นัด กลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่แฟนบอลจดจำได้ดีที่สุดในช่วงเวลานั้น


เบรนท์ฟอร์ด :

           ด้วยฟอร์มการเซฟที่ยอดเยี่ยมทำให้ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2019 ดาบิด รายา ย้ายจากแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส มาร่วมทัพ เบรนท์ฟอร์ด สโมสรแชมเปี้ยนชิพ ด้วยสัญญา 4 ปี ค่าตัวไม่เปิดเผย แต่มีรายงานว่าอยู่ราว 3 ล้านปอนด์ และนี่คือการย้ายทีมที่เปลี่ยนชีวิตเขาอย่างแท้จริง

           ฤดูกาลแรกกับ “ผึ้งพิฆาต” รายาโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นทันที ฟอร์มการเล่นในช่วงครึ่งแรกของฤดูกาล 2019/20 ทำให้เขาถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมแห่งปี ในงาน London Football Awards 2020 ขณะที่ผลงานในลีกก็ไม่ธรรมดา เก็บคลีนชีตไปถึง 16 นัด จนคว้ารางวัล EFL Golden Glove ร่วมกับ บาร์ตอสซ์ เบียวคอฟสกี้ ลงสนามรวมทุกรายการ 49 นัด แม้ปลายทางของฤดูกาลจะจบลงอย่างน่าเสียดาย หลังพ่าย ฟูแล่ม คู่ปรับร่วมกรุงลอนดอนตะวันตก 1-2 ในนัดชิงเพลย์ออฟแชมเปี้ยนชิพ ปี 2020

           ก่อนเปิดฤดูกาล 2020/21 รายาต้องเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบาก ทั้งปัญหาอาการบาดเจ็บและกระแสข่าวย้ายทีม ส่งผลให้เขาหลุดจากทีมชุดแข่งในช่วงปรีซีซันและช่วงต้นฤดูกาล อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับโอกาสกลับมา เขาก็พิสูจน์ตัวเองทันที ด้วยการลงเล่นในศึกคาราบาวคัพ 2 นัด พร้อมสวมปลอกแขนกัปตันทีมทั้งสองเกม ก่อนจะต่อสัญญาฉบับใหม่กับสโมสรออกไปอีก 4 ปี ในวันที่ 2 ตุลาคม 2020


           ฤดูกาลนั้น รายากลับมาเป็นกำลังหลักเต็มตัว ลงเฝ้าเสาไป 48 นัด เก็บคลีนชีต 17 เกม และมีส่วนสำคัญพาเบรนท์ฟอร์ดคว้า ตั๋วเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก ได้สำเร็จ หลังเอาชนะ สวอนซี ซิตี้ 2-0 ในนัดชิงเพลย์ออฟแชมเปี้ยนชิพ ปี 2021 พร้อมเหรียญเลื่อนชั้นมาประดับบารมี ที่น่าสนใจคือบทบาทของเขาในฐานะ “สวีปเปอร์-คีปเปอร์” ที่โดดเด่นสุดๆ โดยรายาเป็นผู้รักษาประตูที่จ่ายบอลมากกว่าทุกคนในแชมเปี้ยนชิพฤดูกาลนั้นถึง 300 ครั้ง

           ก้าวขึ้นสู่พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2021/22 รายายังคงยึดตำแหน่งมือหนึ่งของทีมได้ตั้งแต่ต้นฤดูกาล แต่โชคร้ายได้รับบาดเจ็บเอ็นไขว้หลังหัวเข่า ในเกมพ่าย เลสเตอร์ ซิตี้ 1-2 เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2021 ต้องพักยาว ก่อนจะกลับมาลงซ้อมกลางแจ้งได้อีกครั้งในเดือนมกราคม 2022 และคืนสนามอย่างเป็นทางการในศึกเอฟเอ คัพ กับ เอฟเวอร์ตัน ต้นเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากนั้นเขาลงเล่นอย่างต่อเนื่องจนจบฤดูกาล พาทีมจบอันดับกลางตาราง พร้อมผลงานลงสนาม 25 นัด

           ฤดูกาล 2022/23 รายายังคงเป็นเสาหลักในแนวรับของเบรนท์ฟอร์ด ฟอร์มอันร้อนแรงในช่วงเดือนมกราคม 2023 ซึ่งทีมไม่แพ้ใครและขยับขึ้นมาลุ้นพื้นที่ฟุตบอลยุโรป ทำให้เขาถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล นักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของพรีเมียร์ลีก อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาเดียวกัน รายาเลือกปฏิเสธข้อเสนอสัญญาใหม่จากสโมสรเป็นครั้งที่สอง ท่ามกลางกระแสข่าวย้ายทีมที่เริ่มร้อนแรง


           แม้จะมีอนาคตที่ยังไม่แน่นอน แต่รายายังคงทำหน้าที่อย่างมืออาชีพ เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้นำของทีม และตัวเลขผลงานก็ยืนยันคุณภาพได้อย่างชัดเจน เมื่อข้อมูลจาก Opta Sports ระบุว่า เขาเป็นผู้รักษาประตูที่ทำ เซฟมากที่สุด (154 ครั้ง) และมี เปอร์เซ็นต์การเซฟสูงที่สุด (77%) ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2022/23 กลายเป็นนายด่านเพียงคนเดียวที่ครองสถิติทั้งสองด้านในฤดูกาลเดียว นับตั้งแต่มีการเก็บสถิติอย่างเป็นทางการในปี 2003/04 เป็นต้นมา


อาร์เซน่อล :

ฤดูกาล 2023/24


           วันที่ 15 สิงหาคม 2023 ดาบิด รายา ย้ายมาร่วมทัพ อาร์เซน่อล ด้วยสัญญายืมตัวตลอดฤดูกาล กลายเป็นนักเตะชาวสเปนคนที่ 15 ที่ได้ลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของ “ปืนใหญ่” โดยดีลนี้ อาร์เซน่อลจ่ายค่ายืมตัว 3 ล้านปอนด์ พร้อมออปชันซื้อขาดที่ 27 ล้านปอนด์ ขณะเดียวกัน รายายังต่อสัญญากับเบรนท์ฟอร์ดออกไปอีก 2 ปี และมีเงื่อนไขขยายเพิ่มได้อีก 12 เดือน เพื่อรองรับโครงสร้างดีลในอนาคต

           รายาประเดิมสนามในฐานะตัวจริงให้กับอาร์เซน่อล เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2023 ในเกมพรีเมียร์ลีกบุกเยือน เอฟเวอร์ตัน ที่กูดิสัน พาร์ก โดยเข้ามาแทนที่ อารอน แรมส์เดล และนับแต่นั้นเป็นต้นมา การเปลี่ยนมือผู้รักษาประตูก็กลายเป็นหนึ่งในประเด็นร้อนของฤดูกาล เพียงไม่กี่วันถัดมา วันที่ 20 กันยายน รายาได้ลงเล่นเกมเหย้านัดแรกในสีเสื้ออาร์เซน่อล รวมถึงประเดิมสนามในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก พบกับ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟน และโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม เก็บคลีนชีต พาทีมถล่มไปขาดลอย 4-0 สร้างความมั่นใจให้แฟนบอลในเอมิเรตส์ สเตเดียม อย่างรวดเร็ว

 

           ต่อมาวันที่ 24 กันยายน รายาลงเฝ้าเสาใน นอร์ธลอนดอนดาร์บี้ นัดแรกของฤดูกาล พบกับท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ซึ่งเป็นเกมที่ผลงานของเขาออกมาแบบ “มีทั้งดีและพลาด” จนเสียงวิจารณ์เริ่มดังขึ้น โดยในเดือนพฤศจิกายน 2023 ฟิล แม็คนัลตี นักข่าวบีบีซี ระบุว่า มิเกล อาร์เตตา ต้องเผชิญกับคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า การเปลี่ยนผู้รักษาประตูครั้งนี้อาจส่งผลต่อความไหลลื่นและประสิทธิภาพของทีม หรือเป็นการ “แก้ปัญหาทั้งที่ของเดิมไม่ได้พัง”

           อย่างไรก็ตาม รายาใช้ผลงานในสนามเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุด วันที่ 12 มีนาคม 2024 เขากลายเป็นฮีโร่ของทีม เมื่อเซฟ 2 จุดโทษ ในการดวลจุดโทษเอาชนะ ปอร์โต ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายเกมแชมเปี้ยนส์ลีก พาอาร์เซน่อลผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2009/10 โดยฟิล แม็คนัลตี ถึงกับยอมรับว่านี่คือเกมที่ “ปิดทุกข้อถกเถียง” เกี่ยวกับสถานะมือหนึ่งของรายาอย่างสิ้นเชิง

           ฟอร์มแรงยังไม่หยุด วันที่ 20 เมษายน รายาทำสถิติ คลีนชีตเกมเยือนในพรีเมียร์ลีกติดต่อกัน 6 นัด กลายเป็นผู้รักษาประตูคนที่สองในประวัติศาสตร์ลีก ที่ทำได้ ต่อจาก เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ ในฤดูกาล 2008/09

           และในวันที่ 4 พฤษภาคม ความยอดเยี่ยมของเขาก็ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ เมื่อรายาคว้ารางวัล Premier League Golden Glove ฤดูกาล 2023/24 ไปครองแบบเอกฉันท์ จากการเป็นผู้รักษาประตูที่เก็บคลีนชีตได้มากที่สุดของลีก กลายเป็นนายด่านอาร์เซน่อลคนที่สามที่ได้รางวัลนี้ ต่อจาก วอยเชียค เชสนี และ เปตาร์ เช็ก รวมถึงเป็นผู้รักษาประตูชาวสเปนคนที่สามที่คว้ารางวัล ต่อจาก เปเป้ เรนา และ ดาบิด เด เคอา

           ปิดท้ายฤดูกาลในฝัน รายายังมีชื่อติด ทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของ PFA พรีเมียร์ลีก ตอกย้ำสถานะมือกาวเบอร์หนึ่งของอาร์เซน่อล และหนึ่งในผู้รักษาประตูที่ฟอร์มดีที่สุดของยุโรปในฤดูกาลนั้น


ฤดูกาล 2024/25

           วันที่ 4 กรกฎาคม 2024 ดาบิด รายา เซ็นสัญญาย้ายร่วมทัพ อาร์เซน่อลแบบถาวรอย่างเป็นทางการ หลังโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมในฤดูกาลก่อนหน้า กลายเป็นการปิดดีลที่แทบไม่มีข้อกังขาจากแฟนบอล “เดอะ กันเนอร์ส” เลย

           หนึ่งในช็อตไฮไลต์ของฤดูกาลเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ในเกมพรีเมียร์ลีกพบกับ แอสตัน วิลลา เมื่อรายาโชว์ปฏิกิริยาสุดเหลือเชื่อ เซฟลูกโหม่งระยะเผาขนของ โอลลี วัตกินส์ ด้วยมือเดียวอย่างเหนือชั้น จังหวะดังกล่าวถูกพูดถึงไปทั่ว และคว้ารางวัล Premier League Save of the Month ประจำเดือนสิงหาคม 2024 มาครองในเวลาต่อมา

           วันที่ 19 กันยายน รายายังคงโชว์ความเหนียวในเวทียุโรป เมื่อเซฟจุดโทษของ มาเตโอ เรเตกี ดาวยิงอตาลันตา รวมถึงตามเซฟลูกซ้ำจากลูกโหม่งได้อีกครั้ง กลายเป็นผู้รักษาประตูอาร์เซน่อลคนที่ 4 ในประวัติศาสตร์ ที่สามารถเซฟจุดโทษในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ต่อจาก ริชาร์ด ไรต์, เยนส์ เลห์มันน์ และ วูคัช ฟาเบียนสกี โดยหลังเกม รายายกเครดิตให้กับ อีนญากี กานญา โค้ชผู้รักษาประตูของทีมที่มีบทบาทสำคัญในการเตรียมความพร้อมและอ่านทางคู่แข่ง


           ฟอร์มอันสม่ำเสมอส่งให้เขาคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนกันยายนของอาร์เซน่อลไปครอง และในวันที่ 27 ธันวาคม รายาก็สร้างสถิติใหม่ของสโมสร หลังเก็บคลีนชีตในเกมพบ อิปสวิช ทาวน์ ซึ่งนับเป็นคลีนชีตที่ 23 จาก 50 นัดแรกในพรีเมียร์ลีก กับอาร์เซน่อล ทำลายสถิติเดิมของตำนานอย่าง เดวิด ซีแมน ที่เคยทำไว้ 22 คลีนชีต เมื่อปี 1993

           เมื่อฤดูกาลปิดฉากลง รายาคว้ารางวัล Premier League Golden Glove เป็นสมัยที่สองติดต่อกัน ด้วยผลงาน 13 คลีนชีต โดยคราวนี้เขาได้รางวัลร่วมกับ มัตซ์ เซลส์ ผู้รักษาประตูของน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ตอกย้ำความเป็นมือหนึ่งระดับลีกอย่างแท้จริง


ฤดูกาล 2025/26

           วันที่ 13 กันยายน 2025 ดาบิด รายา ลงสนามให้กับอาร์เซน่อลเป็นนัดที่ 100 ในเกมเปิดบ้านเอาชนะ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ 3-0 พร้อมเก็บคลีนชีตที่ 42 ของเขาในสีเสื้อ “ปืนใหญ่” ได้อย่างสวยงาม เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในเส้นทางอาชีพ และยืนยันสถานะผู้รักษาประตูหมายเลขหนึ่งของสโมสรอย่างสมบูรณ์แบบ

 

ทีมชาติสเปน : 

           แม้ในช่วงวัยเยาว์ ดาบิด รายา จะไม่เคยถูกเรียกติดทีมชาติสเปนในระดับชุดเล็กมาก่อน แต่ผลงานอันสม่ำเสมอในอังกฤษก็พาเขาไต่ขึ้นมาสู่เวทีใหญ่ได้สำเร็จ เมื่อรายาได้รับการเรียกติด ทีมชาติสเปนชุดใหญ่เป็นครั้งแรก สำหรับเกมอุ่นเครื่องสองนัดในเดือนมีนาคม ปี 2022

           วันที่ 26 มีนาคม 2022 รายาประเดิมสนามให้ทัพ “กระทิงดุ” อย่างเป็นทางการ ด้วยการลงเป็นตัวจริงในเกมอุ่นเครื่องที่สเปนเอาชนะ แอลเบเนีย 2-1 ก่อนจะนั่งเป็นตัวสำรองโดยไม่ได้ใช้งานในเกมถัดมา แม้จะยังไม่ได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่อง แต่ชื่อของเขาก็เริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้รักษาประตูทีมชาติในระยะยาว

           ในศึก ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ฤดูกาล 2022/23 รายามีชื่อติดทีมชาติชุดแชมป์ครบทุกนัด แต่ไม่ได้ถูกส่งลงสนาม อย่างไรก็ตาม เขายังคงเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่คว้าแชมป์รายการนี้มาครอง ซึ่งนับเป็นถ้วยระดับทีมชาติใบแรกในอาชีพของเขา


           รายายังถูกเลือกติดทีมชาติสเปนชุดลุยศึก ฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ แม้ตลอดทัวร์นาเมนต์เขาจะไม่ได้ลงสนามจริงในเกมทางการ และสเปนต้องจอดป้ายเพียงรอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยโอกาสลงเล่นเพียงครั้งเดียวในช่วงเวลาดังกล่าว คือการลงมาเป็นตัวสำรองในครึ่งหลังของเกมอุ่นเครื่องก่อนทัวร์นาเมนต์ พบกับ จอร์แดน

           ก้าวเข้าสู่ปี 2024 รายายังคงมีชื่ออยู่ในทีมชุดใหญ่ของชาติ และเป็นหนึ่งในขุนพลที่พา ทีมชาติสเปนคว้าแชมป์ยูโร 2024 ได้สำเร็จ แม้จะได้รับโอกาสลงสนามเพียงนัดเดียว โดยเป็นตัวจริงในเกมรอบแบ่งกลุ่มนัดสุดท้าย ที่สเปนเฉือนชนะ แอลเบเนีย 1-0 แต่บทบาทของเขาในฐานะกำลังสำคัญของทีมชุดแชมป์ ก็สะท้อนถึงความเชื่อมั่นจากทีมงานโค้ชและสถานะของเขาในกลุ่มผู้รักษาประตูระดับท็อปของประเทศ


สไตล์การเล่น :

           ดาบิด รายา ถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้รักษาประตูสมัยใหม่แบบ “สวีปเปอร์-คีปเปอร์” อย่างเต็มตัว เขาไม่ใช่แค่นายด่านที่ยืนรอเซฟอยู่บนเส้น แต่เป็นผู้รักษาประตูที่มีบทบาทกับเกมสูงมาก ทั้งการสื่อสารกับแนวรับ การออกบอลด้วยเท้า และการอ่านสถานการณ์ล่วงหน้า รายาได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้รักษาประตูที่ “สั่งการเกมจากแดนหลัง” ได้อย่างชัดเจน และมีความมั่นใจในการเล่นบอลกับเท้าในระดับเดียวกับผู้เล่นเอาต์ฟิลด์

           จุดเด่นสำคัญคือความสามารถในการ ขึ้นเกมจากแดนหลัง (play out from the back) และการยืนตำแหน่งสูงเพื่อคอยตัดบอลที่ถูกแทงทะลุแนวรับ ซึ่งช่วยให้ทีมสามารถดันไลน์กองหลังสูงได้อย่างมั่นใจ สไตล์นี้เห็นได้ชัดในช่วงฤดูกาล 2020/21 กับเบรนท์ฟอร์ด เมื่อรายากลายเป็นผู้รักษาประตูที่พยายามจ่ายบอลมากกว่าทุกคนในแชมเปียนชิพ ถึง 300 ครั้ง สะท้อนบทบาทของเขาในเกมบุกได้อย่างชัดเจน

ADS