แสงลึกลับปริศนาแห่งภูเขาบราวน์

sittiwut | 08/01/2026 16:40 น. | 13 Views
แสงลึกลับปริศนาแห่งภูเขาบราวน์

 

            ภูเขาบราวน์เป็นสันเขาเตี้ยๆ ในเขตเบิร์กเคาน์ตี และในค่ำคืนฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศแห้งและเย็นสบาย ที่นี่จะกลายเป็นเวทีของหนึ่งในปริศนาที่ทั้งน่าพิศวงและอธิบายไม่ได้มากที่สุดแห่งหนึ่งเลยทีเดียว เมื่อสภาพอากาศเหมาะสมมันจะมีลูกไฟเรืองแสงลึกลับปรากฏขึ้น ลอยขึ้นมาจากภูเขา แกว่งไปมาอยู่สูงจากพื้นราว 4–5 เมตร ก่อนจะหายวับไปต่อหน้าต่อตา

            ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแสงเหล่านั้นมีอยู่จริง เพราะมีพยานเห็นมานับไม่ถ้วน และยังถูกถ่ายภาพไว้หลายครั้ง แต่คำถามสำคัญคือ…มันคืออะไรกันแน่? จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครตอบได้

            แสงลึกลับแห่งภูเขาบราวน์ถูกพบเห็นมานานนับศตวรรษ และก่อให้เกิดตำนานมากมาย ชาวเชอโรกีรู้จักแสงเหล่านี้ดี และมีเรื่องเล่าว่า มันคือดวงวิญญาณของหญิงชาวเชอโรกีที่ออกตามหาคนรักซึ่งเสียชีวิตในศึกใหญ่ระหว่างเผ่าเชอโรกีกับคาทอว์บาที่เกิดขึ้นบนภูเขาแห่งนี้ อีกตำนานหนึ่งเล่าว่า แสงเหล่านี้คือเงาสะท้อนของตะเกียงที่ใช้ค้นหาหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งถูกฆาตกรรมในศตวรรษที่ 19


            แต่ตำนานที่โด่งดังที่สุดกลับถูกบันทึกไว้ในบทเพลงช่วงทศวรรษ 1950 โดยคู่ดูโอชื่อดัง “Sweethearts of Country Music” ได้แก่ สก็อตต์ ไวส์แมน และเมอร์เทิล เอลีนอร์ คูเปอร์ ทั้งคู่เป็นชาวนอร์ทแคโรไลนา และใช้ชื่อในวงการว่า “Lulu Belle and Scotty” พวกเขาร้องเพลงและบันทึกเสียงตั้งแต่ยุค 1920 จนถึง 1950 และในฐานะคู่สามีภรรยา ก็แสดงร่วมกันเป็นประจำในรายการวิทยุ National Barn Dance ทางสถานี WLS-AM แห่งชิคาโก ช่วงนั้นพวกเขาถือเป็นซูเปอร์สตาร์ของวงการเพลงคันทรีเลยทีเดียว


            เพลง Brown Mountain Light ที่ไวส์แมนแต่ง เล่าเรื่องชายคนหนึ่งออกล่าสัตว์บนภูเขา พร้อมกับทาสของเขา แต่ชายผู้นั้นกลับหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ส่วนทาสยังคงกลับมาที่ภูเขาทุกคืน พร้อมตะเกียงในมือ เพื่อออกตามหาเจ้านายของตน แม้กระทั่งหลังจากตายไปแล้ว การค้นหานั้นก็ยังไม่สิ้นสุด

            ไวส์แมน ซึ่งเติบโตในเมืองบูนใกล้ๆกัน เล่าว่าเรื่องนี้เขาได้ยินมาจากลุงของเขาเอง ผู้พาเขาไปล่าสัตว์และตั้งแคมป์แถวภูเขาบราวน์ เพลงนี้โด่งดังขึ้นอันดับต้นๆ ของชาร์ตเพลงคันทรี และกลายเป็นตำนานเวอร์ชันที่ผู้คนจดจำมากที่สุดในยุคนั้น

            อย่างไรก็ตาม ตำนานเวอร์ชันในเพลงของ Lulu Belle and Scotty ก็ล้าสมัยไม่น้อย โดยเฉพาะการโรแมนติกกับเรื่องทาสซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในปัจจุบัน หลายคนถึงกับจินตนาการว่า หากเล่าใหม่ แสงเหล่านั้นอาจเป็นไฟของผู้คนที่ออกตามหาทาสคนหนึ่ง ซึ่งเมื่อรู้ตัวว่าตนอยู่ลำพังบนภูเขา ก็ฉวยโอกาสหนีขึ้นเหนือสู่รัฐโอไฮโอเพื่ออิสรภาพ

            นอกจากนี้ เพลงเดียวกันยังถูกบันทึกเสียงโดยวงบลูแกรสแนวร่วมสมัยอย่าง Acoustic Syndicate และถูกนำไปแสดงสดโดย Yonder Mountain String Band รวมถึงศิลปินเดี่ยวชื่อดังอย่าง ซอนนี เจมส์, ทอมมี เฟล และ โทนี ไรซ์ ยิ่งตอกย้ำว่าเรื่องเล่าของแสงภูเขาบราวน์ฝังรากลึกในวงการดนตรีอเมริกันเพียงใด

            การอ้างอิงครั้งแรกที่บอกว่าแสงเหล่านี้เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองอเมริกัน ปรากฏในบทความของหนังสือพิมพ์ Asheville Citizen เมื่อปี 1938 แต่เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอยๆ โดยไม่ให้แหล่งที่มาหรือหลักฐานใดๆ ผู้เชี่ยวชาญด้านประเพณีและประวัติศาสตร์ชนพื้นเมืองยืนยันว่า เรื่องนี้เป็น “ตำนานที่คนผิวขาวแต่งขึ้นเอง” เพื่อใช้สนับสนุนความเชื่อของตนเกี่ยวกับแสงลึกลับ

            ในปี 1936 เรื่องผีเวอร์ชันใหม่จากตำนานเก่าเกี่ยวกับหญิงสาวและทารกที่ถูกฆาตกรรมในชุมชนโจนัสริดจ์ กลายเป็นเรื่องผีเรื่องแรกที่นำแสงภูเขาบราวน์เข้ามาผูกโยงอย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นตลอดช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันก็มีการแต่งเรื่องผีในทำนองเดียวกันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ


            เรื่องเล่าร่วมสมัยมากขึ้นก็เริ่มปรากฏ เช่นเรื่องทหารจากยุคสงครามปฏิวัติอเมริกา ซึ่งถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1982 ขณะที่เรื่องที่เชื่อมโยงแสงภูเขาบราวน์กับวิญญาณทหารสงครามกลางเมือง เพิ่งจะปรากฏบนอินเทอร์เน็ตในปี 2012 เท่านั้น

            กระแสยูเอฟโอเริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อเรื่องเล่าของภูเขาบราวน์ตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 หนึ่งในตัวละครที่โดดเด่นคือ ราล์ฟ เลล เจ้าของร้านขายหิน ซึ่งเคยนำ “มนุษย์ต่างดาวดองแห้ง” ที่เขาอ้างว่าเป็นของจริงมาแสดง และยังตีพิมพ์หนังสือด้วยตนเองในปี 1965 เล่าเรื่องการพบปะมนุษย์ต่างดาวบนภูเขาบราวน์ รวมถึงการเดินทางไปยังดาวศุกร์พร้อมกับพวกเขา

            ในช่วงใดช่วงหนึ่ง ได้เกิดการเปลี่ยนผ่านสำคัญจากเรื่องเล่าในยุคแรกที่พูดถึงเพียง “แสงไฟไกลลิบ” บนขอบฟ้า ไปสู่เรื่องเล่ายุคใหม่ที่เต็มไปด้วย “การเผชิญหน้าในระยะใกล้” กับลูกกลมเรืองแสงที่ลอยอยู่กลางอากาศ เรื่องราวลักษณะนี้กลับไม่เคยปรากฏในรายงานช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เลย ทั้งที่ในยุคนั้นมีคนตัดไม้ทำงานอยู่ในพื้นที่ภูเขาบราวน์นับพันคน

            ในปัจจุบัน แสงภูเขาบราวน์ได้กลายเป็นจุดหมายของผู้ที่สนใจงานอดิเรกแนว “ล่าผี” โดยทำหน้าที่เป็นสถานที่ต้องสาปที่เหมาะแก่การสืบค้นและพิสูจน์เรื่องเหนือธรรมชาติ เมื่อมองในฐานะปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม แสงลึกลับแห่งภูเขาบราวน์ไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ค่อยๆ วิวัฒน์ไปตามกาลเวลา เพื่อสนองความต้องการและความคาดหวังที่เปลี่ยนไปของผู้คนในแต่ละยุค พร้อมทั้งหยิบยืมแนวคิดจากวัฒนธรรมภายนอกเข้ามาผสมผสานอย่างต่อเนื่อง

 

             ในปี 1999 ซีรีส์ดราม่าเหนือธรรมชาติชื่อดัง The X-Files ได้หยิบยกแสงภูเขาบราวน์มาเป็นแกนหลักของตอน “Field Trip” ซึ่งเล่าเรื่องนักเดินป่าที่หายตัวไป และถูกพบเป็นศพในบริเวณเทือกเขาบราวน์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา โดยตัวละครเอก ฟ็อกซ์ มัลเดอร์ เชื่อว่าสาเหตุของเหตุการณ์ลึกลับนี้เกี่ยวข้องกับยูเอฟโอ


            แสงลึกลับนี้ยังปรากฏในรายการโทรทัศน์แนวพิศวงและสารคดีชื่อดังหลายรายการ เช่น Weird or What?, Ancient Aliens และ Mystery Hunters ซึ่งล้วนช่วยขยายภาพลักษณ์ของภูเขาบราวน์ในฐานะแดนลี้ลับ


            ในวงการภาพยนตร์ เรื่องเล่านี้ถูกนำไปเป็นแรงบันดาลใจให้กับภาพยนตร์ยาวปี 2014 เรื่อง Alien Abduction ที่หยิบเอาบรรยากาศและตำนานของแสงภูเขาบราวน์มาเป็นแกนสำคัญของเรื่อง

            ในด้านของวรรณกรรม เทือกเขาและแสงลึกลับแห่งนี้ยังปรากฏในนิยาย Speaking in Bones (ปี 2015) ของ เคธี ไรช์ส ซึ่งผสมผสานบรรยากาศลึกลับเข้ากับงานสืบสวนได้อย่างน่าติดตาม

            และในปี 2022 เมืองมอร์แกนตันได้ก่อตั้ง เทศกาล Brown Mountain Lights Festival ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยจัดเป็นงานประจำปี เพื่อเปิดพื้นที่ให้วงดนตรีท้องถิ่นและช่างฝีมือมาแสดงผลงาน พร้อมชูเสน่ห์ด้านเหนือธรรมชาติของ “แสงผี” อันเลื่องชื่อของภูเขาบราวน์ให้กลายเป็นสีสันทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว


            ส่วนคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ก็มีเสนอมาไม่รู้จบ ตั้งแต่ก๊าซในหนองน้ำ ไปจนถึงแสงสะท้อนจากไฟหน้ารถยนต์ในหุบเขาด้านล่าง แต่ทุกทฤษฎีก็ดูจะถูกโต้แย้งได้ง่าย แสงเหล่านี้ถูกพบเห็นตั้งแต่ก่อนมีรถยนต์เสียอีก และยังมีรายงานการพบเห็นในปี 1916 ระหว่างน้ำท่วมใหญ่ที่ทำให้การจราจรทั้งรถยนต์และรถไฟหยุดชะงักหมด ส่วนทฤษฎีก๊าซหนองน้ำก็ฟังไม่ขึ้นนัก เพราะบนภูเขาบราวน์…ไม่มีหนองน้ำเลย บางคนจึงเชื่อว่า แสงเหล่านี้อาจเกิดจากการคายประจุไฟฟ้าตามธรรมชาติ อันเป็นผลจากการเคลื่อนตัวช้าๆ ของรอยเลื่อนใต้ภูเขา

            ไม่ว่าจะเกิดจากอะไร ผู้คนก็ยังคงหลั่งไหลมาชมแสงลึกลับแห่งภูเขาบราวน์อยู่เสมอ แม้ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะได้เห็น รายงานบอกว่า โอกาสดีที่สุดคือคืนฟ้าใส อากาศแห้ง ในเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน หลังจากใบไม้ร่วงหมดแล้ว

ADS