ตำนานพืชกินคนสุดอันตรายในป่าลึก
พืชกินคนสิ่งมีชีวิตในจินตนาการที่ทั้งชวนหลงใหลและชวนหวาดหวั่น มันถูกเล่าขานว่าเป็นพืชกินเนื้อขนาดมหึมา ใหญ่พอจะสังหารและกลืนกินมนุษย์หรือสัตว์ขนาดใหญ่ได้อย่างไม่เหลือร่องรอยแนวคิดของพืชกินคนเริ่มก่อตัวขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เมื่อโลกได้รู้จักกับความจริงอันน่าตกตะลึงเกี่ยวกับ “พืชกินเนื้อ” และ “พืชที่เคลื่อนไหวได้” จากผลงานของ ชาลส์ ดาร์วิน ในหนังสือ Insectivorous Plants และ The Power of Movement in Plants
ในยุคนั้น ผู้คนส่วนใหญ่ไม่อาจเชื่อได้เลยว่าพืชจะสามารถ “กินสัตว์” หรือ “เคลื่อนไหวได้ด้วยตัวเอง” สิ่งนี้สั่นคลอนความเข้าใจเดิมเกี่ยวกับธรรมชาติอย่างรุนแรง และเมื่อความจริงฟังดูเหลือเชื่ออยู่แล้ว นักเขียนก็เริ่มเติมแต่งจินตนาการเข้าไปอีกขั้น ขยายความสามารถของพืชเหล่านี้ให้เหนือจริง จนกลายเป็นเรื่องเล่าของพืชกินคนที่แพร่หลายลึกลับ น่ากลัว และยากจะละสายตา
ตำนานต้นไม้แห่งมาดากัสการ์ :เรื่องราวของ “ต้นไม้กินคน” ที่โด่งดังที่สุดเรื่องหนึ่ง มีจุดเริ่มต้นไม่ใช่จากป่าลึก…แต่จากปลายปากกาของนักข่าวชื่อ เอ็ดมุนด์ สเปนเซอร์ แห่งหนังสือพิมพ์ นิวยอร์ก เวิลด์
ในวันที่ 26 เมษายน ปี 1874 บทความของเขาปรากฏขึ้นราวกับบันทึกการค้นพบสุดสะพรึง และถูกตีพิมพ์ซ้ำอีกครั้งในฉบับรายสัปดาห์เพียงสองวันถัดมา ภายในบทความนั้น มี “จดหมาย” จากนักสำรวจชาวเยอรมันนามว่า “คาร์ล เลเช” (Carl Liche) ที่อ้างว่าได้พบพิธีบูชายัญมนุษย์ของชนเผ่า “มโคโด” บนเกาะ มาดากัสการ์
เรื่องเล่านี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว หนังสือพิมพ์หลายฉบับหยิบไปเผยแพร่ต่อ รวมถึง เซาท์ ออสเตรเลีย รีจิสเตอร์ จนมันกลายเป็นข่าวลือที่ยิ่งใหญ่เกินจะควบคุม
และสิ่งที่ทำให้ผู้คนขนลุก…คือคำบรรยายของ “ต้นไม้” นั้น :“หนวดเถาเรียวยาวสั่นไหวเหนือศีรษะหญิงสาว ราวงูที่หิวโหย
ก่อนจะพุ่งเข้ารัดเธออย่างฉับพลัน พันรอบคอและแขนแน่นหนา
เสียงกรีดร้องแหลมสูงผสมเสียงหัวเราะคลุ้มคลั่งดังขึ้นเพียงชั่วครู่…”“แล้วถูกบีบให้ดับกลายเป็นเสียงครางในลำคอ
เถาวัลย์แต่ละเส้นเลื้อยขึ้น รัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เหมือนงูยักษ์สีเขียวที่บีบรัดเหยื่ออย่างไร้ปรานี
กระชับแน่นขึ้น…เร็วขึ้น…โหดร้ายขึ้น
ดุจอานาคอนด้าที่ไม่เคยปล่อยเหยื่อหลุดมือ”
เรื่องโกหกนี้ยิ่งถูกเติมเชื้อไฟ เมื่อ เชส ออสบอร์น อดีตผู้ว่าการรัฐมิชิแกน นำไปขยายต่อในหนังสือ มาดากัสการ์: ดินแดนแห่งต้นไม้กินคน เขาอ้างว่าทั้งชนพื้นเมืองและมิชชันนารีต่างรู้จักต้นไม้น่าสะพรึงนี้ดี แต่ก็ยังทิ้งท้ายไว้อย่างคลุมเครือว่าเขาเองก็ไม่อาจยืนยันได้ว่ามันมีอยู่จริง หรือเป็นเพียงเรื่องเล่าที่ชวนขนลุกเท่านั้นจนกระทั่งหลายทศวรรษต่อมา ความจริงค่อยๆ เผยตัวออกมา ในปี 1955 นักเขียนวิทยาศาสตร์ วิลลี่ เลย์ ได้ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจังในหนังสือ Salamanders and Other Wonders และสรุปอย่างชัดเจนว่า : “ไม่มีชนเผ่ามโคโด ไม่มีนักสำรวจชื่อคาร์ล เลเช และไม่มีต้นไม้กินคนในมาดากัสการ์”
ยาเตเวโอ—เสียงกระซิบจากเถาวัลย์มรณะ :ในหนังสือ Sea and Land (1889) ของ James W. Buel มีการกล่าวถึงพืชลึกลับชนิดหนึ่งชื่อว่า “ยาเตเวโอ” สิ่งมีชีวิตที่ว่ากันว่าซ่อนตัวอยู่ในผืนป่าของทั้งแอฟริกาและอเมริกาใต้
ชื่อของมันฟังดูราวคำเตือน “ยาเตเวโอ” (ya te veo) ในภาษาสเปน แปลว่า “ฉันเห็นคุณแล้ว” ราวกับว่ามันไม่ใช่แค่พืช…แต่เป็นผู้ล่าที่กำลังจ้องมองเหยื่ออย่างเงียบงัน
คำบรรยายของ Yateveo ชวนให้จินตนาการถึงฝันร้ายที่มีชีวิต มันส่งเสียงขู่ฟ่อเบาๆ คล้ายเสียงลมหายใจของบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ในความมืดรอบลำต้นเต็มไปด้วย “หนามพิษ” ที่ไม่ใช่แค่แหลมคม…แต่เคลื่อนไหวได้
“หนามเหล่านั้นถูกเปรียบเหมือนงูยักษ์หลายตัว
กำลังถกเถียงกันอย่างดุเดือด
เลื้อยสะบัดไปมาอย่างฉุนเฉียว
พุ่งฉกใส่ศัตรูที่มองไม่เห็น"“และทันทีที่สิ่งมีชีวิตใดเผลอเข้าใกล้
หนามงูเหล่านี้จะโจมตีพร้อมกัน
จับ รัด และแทงทะลุเหยื่ออย่างไร้ความปรานี
ไม่ต่างจากกับดักมีชีวิตที่รอคอยเพียงจังหวะเดียว"“ยาเตเวโอ จึงไม่ใช่แค่พืชในเรื่องเล่า
แต่มันคือภาพสะท้อนของความกลัวดั้งเดิม
ความกลัวว่าธรรมชาติอาจ “มองเห็นเรา”
และพร้อมจะตอบโต้…เมื่อเราเข้าใกล้เกินไป”
ในเดือนตุลาคม ปี 1891 วิลเลียม โธมัส สเตด บรรณาธิการของนิตยสาร Review of Reviews ได้ตีพิมพ์บทความสั้นชิ้นหนึ่ง เล่าถึงเรื่องราวชวนขนลุกที่อ้างว่ามาจากนิตยสาร Lucifer ว่าด้วยพืชประหลาดใน นิการากัว ซึ่งชาวพื้นเมืองเรียกมันว่า “กับดักของปีศาจ”ว่ากันว่าเถาวัลย์ชนิดนี้มีพลังอันน่าสะพรึงเพียงสัมผัส…มันสามารถ “ดูดเลือด” จากสิ่งมีชีวิตใดก็ตามที่เข้าใกล้
เรื่องเล่าถูกถ่ายทอดผ่านนักธรรมชาติวิทยานาม “มิสเตอร์ดันสแตน” ผู้ใช้เวลากว่าสองปีสำรวจพืชและสัตว์ในอเมริกากลาง วันหนึ่งขณะออกเก็บตัวอย่างในหนองน้ำรอบทะเลสาบใหญ่ของนิการากัวเสียงร้องโหยหวนของสุนัขของเขาดังขึ้นจากระยะไกลมันไม่ใช่เสียงเห่า…แต่เป็นเสียงเจ็บปวด
เมื่อเขาวิ่งไปถึงที่เกิดเหตุภาพที่เห็นทำให้เลือดในกายแทบแข็งตัวสุนัขของเขาถูกพันธนาการด้วยเครือข่ายของเส้นใยบางๆ คล้ายเชือกรัดแน่นไปทั่วร่าง ราวกับใยที่มีชีวิต คนงานพื้นเมืองที่มาด้วยกันต่างแสดงความหวาดกลัวอย่างชัดเจน พวกเขาเรียกมันว่า “กับดักของปีศาจ” และเต็มไปด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับพลังแห่งความตายของมัน
ดันสแตนพยายามศึกษามัน…แต่แทบเป็นไปไม่ได้เพราะเพียงแตะต้องเถาวัลย์นั้นจะเกาะแน่นจนต้องแลกด้วยผิวหนังหรือแม้แต่เนื้อ เขาสันนิษฐานว่าพลังอันน่ากลัวนี้มาจาก “ปากจิ๋ว” นับไม่ถ้วนหรือถ้วยดูดขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ตามเส้นใยซึ่งปกติจะปิดสนิท…แต่จะเปิดออกทันทีเมื่อมีเหยื่อหากสิ่งที่สัมผัสเป็นสัตว์มันจะดูดเลือดออกจนหมดก่อนปล่อยซากไร้ชีวิตทิ้งลงกับพื้นอย่างไร้ค่า
เรื่องนี้ฟังดูราวฝันร้ายที่มีลมหายใจ…แต่เมื่อมีการตรวจสอบภายหลัง กลับพบความจริงที่น่าสนใจยิ่งกว่าไม่มีหลักฐานว่าบทความดังกล่าวเคยตีพิมพ์ในฉบับเดือนตุลาคมของ Lucifer และข้อสรุปก็คือเรื่องนี้น่าจะเป็น “เรื่องแต่ง” ที่ วิลเลียม โธมัส สเตด สร้างขึ้นเองอย่างไรก็ตาม ร่องรอยของเรื่องเล่านี้ยังคงปรากฏในฉบับเดือนกันยายน และย้อนไปถึงบทความหนังสือพิมพ์ในปี 1889 ที่กล่าวถึงดันสแตนในฐานะ “นักธรรมชาติวิทยาผู้มีชื่อเสียง” จากนิวออร์ลีนส์
สุดท้ายแล้ว… เถาวัลย์แวมไพร์อาจไม่เคยมีอยู่จริง แต่ความคิดที่ว่ามีบางสิ่งในธรรมชาติที่สามารถ “ดูดกลืนชีวิต” ของเราได้ก็ยังคงเลื้อยอยู่ในจินตนาการของมนุษย์…ไม่ต่างจากเถาวัลย์นั้นเอง







