ประวัติ ดีแคลน ไรซ์ จอมทัพฝีเท้าฉกาจของทัพปืนใหญ่
ชื่อเต็ม : ดีแคลน ไรซ์ (Declan Rice)
วัน/เดือน/ปีเกิด : 14 มกราคม ค.ศ. 1999
ส่วนสูง : 1.88 ซม.
ตำแหน่ง : มิดฟิลด์
สโมสรปัจจุบัน : อาร์เซน่อล
ดีแคลน ไรซ์ คือกองกลางตัวรับทีมชาติอังกฤษ ปัจจุบันค้าแข้งกับสโมสร อาร์เซน่อล ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ด้วยสไตล์การเล่นที่ครบเครื่อง ทั้งความอึด วิ่งไม่มีหมด การพาบอลขึ้นเกม และการเข้าปะทะที่เฉียบขาด ทำให้เขาถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในมิดฟิลด์ที่ดีที่สุดของโลกยุคปัจจุบันเส้นทางลูกหนังของไรซ์เริ่มต้นกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด หลังจากถูกปล่อยตัวจากอคาเดมีของ เชลซี แต่เจ้าตัวไม่ยอมแพ้ พัฒนาฝีเท้าจนก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมชุดใหญ่ตั้งแต่ปี 2017 ก่อนจะได้รับปลอกแขนกัปตันทีมต่อจาก มาร์ก โนเบิล ในปี 2022 และพาทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก ได้สำเร็จในปีถัดมา พร้อมคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ไปครอง
หลังลงสนามให้เวสต์แฮมไปถึง 245 นัด ไรซ์ย้ายซบ อาร์เซน่อล ในเดือนกรกฎาคม 2023 ด้วยค่าตัวสถิติสโมสร 100 ล้านปอนด์ กลายเป็นหนึ่งในนักเตะอังกฤษค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์
ชีวิตช่วงต้นและเส้นทางลูกหนัง :ดีแคลน ไรซ์ ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 14 มกราคม 1999 ที่คิงส์ตันอะพอนเทมส์ กรุงลอนดอน โดยมีคุณพ่อฌอน และคุณแม่สเตฟานีเป็นผู้เลี้ยงดู เขาเติบโตมาพร้อมพี่ชายสองคน คอนเนอร์ และจอร์แดน ขณะที่รากเหง้าครอบครัวฝั่งคุณปู่มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่เมืองดักลาส เคาน์ตีคอร์ก ประเทศไอร์แลนด์
จุดเริ่มต้นในเส้นทางฟุตบอลของไรซ์ไม่ได้มาจากสนามหรู แต่เริ่มจากการวิ่งไล่เตะบอลในสนามเด็กเล่นย่านบ้านเกิด ก่อนจะได้โอกาสสำคัญในปี 2006 เมื่อเขาเข้าร่วมอะคาเดมีของ เชลซี ตั้งแต่อายุเพียง 7 ขวบ ที่นั่นเขาได้รู้จักและสนิทสนมกับเพื่อนร่วมรุ่นอย่างเมสัน เมานท์ ซึ่งต่อมากลายเป็นเพื่อนร่วมทีมชาติอังกฤษ
อย่างไรก็ตาม เส้นทางของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อไรซ์ถูกปล่อยตัวออกจากเชลซีในวัย 14 ปี แต่แทนที่จะยอมแพ้ เขากลับใช้ความมุ่งมั่นเป็นแรงผลักดัน จนได้โอกาสทดสอบฝีเท้าและย้ายเข้าสู่อะคาเดมีของ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในปี 2013
โค้ชเยาวชนอย่าง เทรเวอร์ บัมสเต็ด เคยกล่าวถึงไรซ์ว่า “ความมุ่งมั่นและความไม่ยอมแพ้” คือกุญแจสำคัญที่พาเขาไต่เต้าขึ้นมาในระบบเยาวชนของเวสต์แฮมได้สำเร็จ และไม่นานเขาก็เริ่มเก็บเกี่ยวความสำเร็จ คว้าแชมป์ Premier League Cup กับทีม ยู21 ในปี 2016 และพาทีม ยู23 ซิวแชมป์ Premier League 2 Division 2 ได้ในปี 2020
จากเด็กที่เคยถูกปฏิเสธ เส้นทางของไรซ์ในวัยเยาวชนจึงกลายเป็นบทพิสูจน์ชัดเจนว่า “ความพยายาม” สามารถเปลี่ยนอนาคตได้จริงในโลกฟุตบอล
ชีวิตส่วนตัว:นอกเหนือจากฟอร์มในสนาม ดีแคลน ไรซ์ ยังเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ใกล้ตัว โดยเฉพาะมิตรภาพกับ เมสัน เมานท์ ที่สนิทกันมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็กฝึกในอะคาเดมีของ เชลซี
ในครอบครัว เส้นทางลูกหนังยังคงดำเนินต่อ เมื่อ ฟินลีย์ มันโร ลูกพี่ลูกน้องของเขา ก็เป็นนักฟุตบอลอาชีพกับ มิดเดิ้ลสโบรห์ เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ไรซ์ก็เคยเจอกระแสดราม่า เมื่อในปี 2019 เขาออกมาขอโทษต่อสาธารณะเกี่ยวกับโพสต์บนโซเชียลมีเดียในอดีตที่เกี่ยวข้องกับประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง ซึ่งเจ้าตัวยอมรับและแสดงความรับผิดชอบอย่างตรงไปตรงมา
ด้านชีวิตครอบครัว ในปี 2022 เขาได้กลายเป็นคุณพ่อเป็นครั้งแรก หลังแฟนสาวที่คบหากันมานานอย่าง ลอเรน เฟรย์ ให้กำเนิดลูกชาย โดยไรซ์ยังสักชื่อลูกไว้ที่แขนเป็นเครื่องเตือนใจถึงบทบาทสำคัญในชีวิต ปี 2024 ชีวิตส่วนตัวของเขากลายเป็นข่าวอีกครั้ง เมื่อแฟนสาวต้องเผชิญกับการคุกคามจากคอมเมนต์ในโลกออนไลน์ จนต้องลบโพสต์ในอินสตาแกรมหลายรายการ ซึ่งไรซ์ออกมาปกป้องคนรักอย่างชัดเจนด้วยคำพูดที่กลายเป็นไวรัลว่า : “เธอคือความรักในชีวิตของผม และผมไม่ต้องการใครมาแทนที่”
เวสต์แฮม ฤดูกาล 2015–2020 :ก้าวแรกในฐานะนักเตะอาชีพของ ดีแคลน ไรซ์ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2015 หลังเจ้าตัวเซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกกับเวสต์แฮม ยูไนเต็ด เพียงสองปีหลังเข้าระบบเยาวชนของสโมสร
ฟอร์มโดดเด่นในทีม ยู23 ทำให้ไรซ์ถูกเรียกติดทีมชุดใหญ่ครั้งแรกในเดือนเมษายน 2017 ก่อนจะได้ประเดิมสนามในศึก Premier League นัดสุดท้ายของฤดูกาล 2016–17 เกมบุกชนะเบิร์นลีย์ 2–1 โดยลงมาเป็นตัวสำรองช่วงทดเวลาไม่นาน หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ได้ออกสตาร์ตตัวจริงครั้งแรกในเกมพ่าย เซาท์แฮมป์ตัน 2–3 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2017
ฤดูกาล 2017–18 ถือเป็นปีแจ้งเกิดของดาวรุ่งรายนี้ เมื่อเขาทำผลงานได้อย่างสม่ำเสมอจนคว้ารางวัลรองนักเตะยอดเยี่ยมของสโมสร (Hammer of the Year) เป็นรองเพียง มาร์โก อาร์เนาโตวิช
เข้าสู่ปี 2018–19 ไรซ์พัฒนาฝีเท้าขึ้นอีกระดับ เขาลงสนามครบ 50 นัดให้ทีมตั้งแต่อายุยังไม่พ้นวัยทีน กลายเป็นแข้งอายุน้อยคนแรกที่ทำได้ต่อจาก ไมเคิล คาร์ริก พร้อมขยายสัญญาใหม่ยาวถึงปี 2024 และยิงประตูแรกให้สโมสรได้สำเร็จในเกมเฉือน อาร์เซน่อล 1–0 ซึ่งเกมนั้นเขายังคว้ารางวัลแมนออฟเดอะแมตช์ไปครอง
ผลงานยอดเยี่ยมต่อเนื่องทำให้เขามีชื่อลุ้นรางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพ (PFA) ก่อนที่รางวัลจะตกเป็นของเพื่อนร่วมทีมชาติ ราฮีม สเตอร์ลิง อย่างไรก็ตาม ไรซ์ก็กวาดรางวัลภายในสโมสรไปเพียบ ทั้งนักเตะยอดเยี่ยมที่เพื่อนร่วมทีมโหวต, ช็อตยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาล และดาวรุ่งยอดเยี่ยมของทีมเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน
ปลายปี 2019 ไรซ์ได้รับเกียรติสวมปลอกแขนกัปตันทีมเป็นครั้งแรกในวัยเพียง 20 ปี ในเกมพบ เลสเตอร์ ซิตี้ แม้ผลจะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ แต่ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในเส้นทางผู้นำของเขา
ฤดูกาล 2019–20 คือซีซั่นที่ตอกย้ำความเป็น “หัวใจแดนกลาง” อย่างแท้จริง เมื่อไรซ์ลงเล่นครบทุกนาทีทั้ง 38 นัดในลีก สถิติเข้าปะทะและตัดบอลติดอันดับท็อปของลีก อีกทั้งยังเป็นนักเตะที่จ่ายบอลมากที่สุดในทีม ก่อนจะคว้ารางวัล Hammer of the Year มาครองเป็นครั้งแรก ปิดฉากช่วงเริ่มต้นอาชีพได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เวสต์แฮม ฤดูกาล 2020–2023 :เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ก้าวสู่บทบาทผู้นำเต็มตัวกับ เวสต์แฮม และยกระดับตัวเองขึ้นเป็นหนึ่งในกองกลางแถวหน้าของลีกอย่างแท้จริง โดยในฤดูกาล 2020–21 เขาเปิดสกอร์แรกของซีซันด้วยการสังหารจุดโทษในเกมถล่มเชฟฟีลด์ ยูไนเต็ด 3–0 อย่างไรก็ตาม ในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล ไรซ์ต้องพักแข้งราว 4 สัปดาห์จากอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าระหว่างรับใช้ทีมชาติอังกฤษ
ฤดูกาลถัดมา เขาสัมผัสเวทียุโรปครั้งแรก และไม่ทำให้แฟนบอลผิดหวัง เมื่อยิงประตูได้ทันทีในเกมบุกชนะ ดินาโม ซาเกร็บ 2–0 ในศึก ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก พร้อมพาทีมทะลุถึงรอบรองชนะเลิศ ก่อนจะคว้ารางวัล Hammer of the Year เป็นสมัยที่สอง และมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมของรายการร่วมกับเพื่อนร่วมทีม เคร็ก ดอว์สัน
หลังการอำลาสนามของ มาร์ก โนเบิล ในปี 2022 ไรซ์ได้รับความไว้วางใจสวมปลอกแขนกัปตันทีมอย่างเป็นทางการ และยังคงโชว์ฟอร์มสม่ำเสมอ ฤดูกาล 2022–23 เขายิงประตูสุดสวยระยะไกลใส่ เซาท์แฮมป์ตัน ก่อนจะสร้างโมเมนต์ระดับไฮไลต์ เมื่อกระชากบอลกว่า 50 เมตรเข้าไปยิงใส่ เกนท์ ในศึก ยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ลีก จนถูกยกให้เป็นหนึ่งในประตูที่ดีที่สุดในอาชีพของเขา
ปลายฤดูกาลนั้น ไรซ์กวาดรางวัล Hammer of the Year อีกครั้ง และพาทีมสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ยุโรปรายการใหญ่ครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ ด้วยชัยชนะเหนือ ฟิออเรนติน่า 2–1 ในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ลีก ส่งผลให้เขาคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์จากยูฟ่าไปครองอีกด้วย
นอกจากนี้ สถิติในลีกยังสะท้อนความสุดยอดของเขาอย่างชัดเจน เมื่อไรซ์เป็นนักเตะที่แย่งบอลกลับคืนได้มากที่สุด และทำอินเตอร์เซปต์มากที่สุดใน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนั้นอีกด้วย
ก่อนอำลาทีมในเดือนกรกฎาคม 2023 เพื่อย้ายไปอยู่กับ อาร์เซน่อล ไรซ์ทิ้งผลงานไว้ที่ 245 นัด 15 ประตู และจารึกชื่อเป็นหนึ่งในกัปตันทีมระดับตำนานของสโมสร เคียงข้าง บ็อบบี มัวร์ และ บิลลี่ บอนดส์ ที่เคยพาทีมคว้าแชมป์รายการใหญ่ แม้สโมสรจะไม่ต้องการปล่อยตัวเขา โดย เดวิด ซัลลิแวน ประธานสโมส ยืนยันว่าอยากสร้างทีมรอบตัวเขา แต่สุดท้ายไรซ์เลือกเดินตามความฝัน โดยเจ้าตัวเผยชัดว่า : “มันคือความทะเยอทะยานของผม ที่อยากเล่นในระดับสูงที่สุดของเกมลูกหนัง”
อาร์เซน่อล (2023–24) :ซัมเมอร์ปี 2023 คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในอาชีพของ ดีแคลน ไรซ์ เมื่อเขาย้ายจาก เวสต์แฮม ยูไนเต็ด มาร่วมทัพอาร์เซน่อลอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ด้วยสัญญาระยะยาว ดีลนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ของวงการลูกหนังอังกฤษทันที เมื่อค่าตัวพุ่งสูงถึง 100 ล้านปอนด์ (พร้อมโบนัสเพิ่มเติม) ทำลายสถิติสโมสร และทำให้เขากลายเป็นนักเตะอังกฤษค่าตัวแพงที่สุด เทียบเท่ากับแจ็ก กรีลิช โดยโครงสร้างดีลยังมีเงื่อนไขโบนัสตามผลงาน ทั้งการคว้าตั๋ว ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และจำนวนเกมที่ลงสนาม
ไรซ์ไม่ต้องใช้เวลาปรับตัวนาน เขาประเดิมสนามนัดแรกในเกม เอฟเอ คอมมิวนิตี้ ชีลด์ พบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และมีส่วนช่วยทีมคว้าแชมป์ทันทีจากการดวลจุดโทษ หลังเสมอ 1–1 ในเวลา 90 นาที
เปิดฤดูกาล พรีเมียร์ลีก 2023–24 เขาลงตัวจริงทันทีในเกมชนะน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ 2–1 ก่อนจะระเบิดประตูแรกในสีเสื้อ “ปืนใหญ่” ได้อย่างดราม่า ด้วยลูกยิงช่วงทดเวลาบาดเจ็บใส่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พาทีมแซงนำและคว้าชัย 3–1 ท่ามกลางเสียงเฮลั่นเอมิเรตส์ ด้วยฟอร์มอันโดดเด่นและร้อนแรงทั้งกับสโมสรใหม่และทีมชาติ ทำให้เขามีชื่อลุ้นรางวัล The Best FIFA Men's Player ตอกย้ำสถานะมิดฟิลด์ระดับโลก
อีกหนึ่งโมเมนต์ที่ถูกพูดถึงอย่างมาก คือการกลับไปเยือนทีมเก่าและยิงประตูใส่ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ได้เป็นครั้งแรก ในเกมถล่ม 6–0 ซึ่งกลายเป็นความพ่ายแพ้คาบ้านที่ยับเยินที่สุดของเวสต์แฮมในลีกนับตั้งแต่ปี 1963 จากดีลร้อยล้านสู่แกนหลักแดนกลาง ไรซ์กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาคือ “จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ” ที่อาร์เซน่อลตามหามานาน
อาร์เซน่อล (2024–25) :ดีแคลน ไรซ์ เดินหน้าโชว์ฟอร์มระดับเวิลด์คลาสต่อเนื่องในฤดูกาล 2024–25 พร้อมยกระดับบทบาทเป็นหัวใจแดนกลางของอาร์เซน่อลอย่างเต็มตัว โดยไฮไลต์เริ่มตั้งแต่ปลายปี 2024 เมื่อเขาลงมาเป็นซูเปอร์ซับในเกมบุกถล่ม คริสตัล พาเลซ 5–1 ทั้งยิงเองและแอสซิสต์ให้กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ พาทีมไล่ถล่มแบบขาดลอย
เวทียุโรปก็ไม่ใช่ปัญหา เมื่อไรซ์ปลดล็อกประตูแรกในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้สำเร็จในเกมอัด ดินาโม ซาเกร็บ 3–0 ก่อนจะสร้างค่ำคืนระดับตำนานในรอบก่อนรองชนะเลิศ ด้วยการซัด “ฟรีคิก 2 ลูกติด” ใส่ เรอัล มาดริด พาทีมคว้าชัย 3–0 และกลายเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ยิงฟรีคิกสองลูกในเกมน็อกเอาต์ของแชมเปี้ยนส์ลีกอีกด้วย
ช่วงท้ายฤดูกาล เขายังสวมบทฮีโร่ซัดประตูชัยเฉือน นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 1–0 การันตีตำแหน่งรองแชมป์ พรีเมียร์ลีก และพาทีมคว้าตั๋วลุย แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลถัดไปได้สำเร็จ และด้วยฟอร์มสุดร้อนแรงทำให้ไรซ์กวาดรางวัลส่วนตัวเพียบ ทั้งนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของอาร์เซน่อล, ติดทีมยอดเยี่ยม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และมีชื่อลุ้นแข้งยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีก รวมถึงเข้าชิงรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของ PFA อีกด้วย
ฤดูกาล 2025–26:ไรซ์ยังคงรักษาฟอร์มสม่ำเสมอในซีซั่นถัดมา โดยเปิดสกอร์แรกของฤดูกาลได้ในเกมชนะทีมเก่า เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 2–0 ก่อนจะยิงอีกประตูในเกมบุกชนะ เบิร์นลี่ย์ 2–0 พร้อมคว้ารางวัลแมนออฟเดอะแมตช์ไปครอง ด้วยผลงานที่โดดเด่นตลอดเดือนพฤศจิกายน ยังส่งให้เขามีชื่อลุ้นรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของพรีเมียร์ลีกอีกด้วย
จากเด็กที่เคยถูกปล่อยตัว สู่มิดฟิลด์ระดับโลก—ตอนนี้ ดีแคลน ไรซ์ ไม่ได้เป็นแค่กำลังหลักของอาร์เซน่อล แต่กำลังก้าวขึ้นไปสู่สถานะ “ตัวตัดสินเกม” อย่างแท้จริงในเวทีลูกหนังยุโรป
เส้นทางทีมชาติทีมชาติไอร์แลนด์ :
แม้จะเกิดที่ลอนดอน แต่ ดีแคลน ไรซ์ มีสิทธิ์เลือกเล่นให้ทีมชาติไอร์แลนด์จากสายเลือดฝั่งคุณปู่ที่มาจากคอร์ก และเขาก็เริ่มต้นเส้นทางทีมชาติกับ “ยักษ์เขียว” อย่างจริงจัง
ปี 2017 ไรซ์คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมทีมชาติไอร์แลนด์รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ก่อนจะถูกเรียกติดทีมชุดใหญ่แบบก้าวกระโดด หลังเพิ่งประเดิมสนามในศึก พรีเมียร์ลีก กับสโมสรได้ไม่นาน โดยมีชื่อในทีมสำหรับเกมอุ่นเครื่องกับเม็กซิโกและอุรุกวัย รวมถึงเกมคัดบอลโลกพบออสเตรีย
เขาได้ลงประเดิมสนามทีมชาติชุดใหญ่เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2018 ในเกมพ่ายตุรกี 0–1 ถือเป็นก้าวสำคัญในระดับนานาชาติของมิดฟิลด์ดาวรุ่งรายนี้ อย่างไรก็ตาม อนาคตในนามทีมชาติของไรซ์เริ่มไม่แน่นอน เมื่อในช่วงกลางปี 2018 เขาถูกตัดชื่อออกจากทีมโดยกุนซือ มาร์ติน โอนีลล์ ท่ามกลางกระแสว่า ทีมชาติอังกฤษ กำลังพยายามดึงตัวเขาไปใช้งาน
สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้น เมื่อไรซ์ไม่ได้ถูกเรียกติดทีมหลายชุดติดต่อกัน และเจ้าตัวยอมรับว่ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกเล่นให้ชาติใด กระทั่งปลายปี 2018 เขาได้พูดคุยกับกุนซือคนใหม่อย่าง มิก แม็กคาร์ที่ และผู้ช่วย ร็อบบี้ คีน ซึ่งพยายามโน้มน้าวให้เขาอยู่กับไอร์แลนด์ต่อ โดยถึงขั้นวางแผนให้ไรซ์เป็นกัปตันทีมในอนาคต และเป็นศูนย์กลางในการสร้างทีม
ทีมชาติอังกฤษ:
เส้นทางทีมชาติของ ดีแคลน ไรซ์ พลิกผันครั้งสำคัญในปี 2019 เมื่อเขาประกาศเลือกเล่นให้ทีมชาติอังกฤษ อย่างเป็นทางการ และได้รับการอนุมัติเปลี่ยนสัญชาติฟุตบอลโดยฟีฟ่าในเดือนมีนาคมปีเดียวกัน ไม่นานหลังจากนั้น ไรซ์ถูกเรียกติดทีม “สิงโตคำราม” ทันทีสำหรับเกมคัดเลือก ยูโร 2020 และได้ประเดิมสนามในเกมพบสาธารณรัฐเช็ก ที่สนาม เวมบลี่ย์ ก่อนจะได้ออกสตาร์ตตัวจริงครั้งแรกในเกมถล่มมอนเตเนโกร 5–1 จากการตัดสินใจของกุนซือในขณะนั้นอย่าง แกเร็ท เซาท์เกต
ผลงานที่ยอดเยี่ยมต่อเนื่อง ทำให้เขามีชื่อติดทีมลุยศึก ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก 2019 อย่างไรก็ตาม เส้นทางไม่ได้ราบรื่นทั้งหมด เมื่อเจ้าตัวยอมรับว่าเคยได้รับ “คำขู่เอาชีวิต” ผ่านโลกออนไลน์ หลังตัดสินใจเปลี่ยนทีมชาติ และในศึกยูโร 2020 ไรซ์กลายเป็นตัวหลักทันที ลงเล่นครบทั้ง 7 นัด พาทีมทะลุถึงรอบชิงชนะเลิศ ก่อนจะจบด้วยตำแหน่งรองแชมป์หลังพ่าย อิตาลี ในนัดชิง
ศึก ฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ เขายังคงเป็นหัวใจแดนกลาง ลงตัวจริงครบทั้ง 5 นัด ช่วยทีมเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ แต่พ่าย ฝรั่งเศส ไปอย่างน่าเสียดาย 1–2 ต่อมาในปี 2024 กลายเป็นอีกหมุดหมายสำคัญ เมื่อไรซ์ได้รับเกียรติสวมปลอกแขนกัปตันทีมชาติอังกฤษเป็นครั้งแรก ในเกมพบเบลเยียม จากดาวรุ่งสองสัญชาติ สู่ผู้นำในทีมชาติอังกฤษ ดีแคลน ไรซ์ กำลังเขียนประวัติศาสตร์ของตัวเองบนเวทีลูกหนังโลกอย่างต่อเนื่อง
สไตล์การเล่น:ดีแคลน ไรซ์ ขึ้นชื่อว่าเป็นกองกลางตัวรับที่เล่นได้ “เนียนตา” ทั้งเกมรับและเกมรุก จุดเด่นแรกที่เห็นชัดคือพละกำลังและความฟิตระดับสูง วิ่งไม่มีหมด ไล่เพรสซิ่งได้ตลอดเกม พร้อมการเข้าสกัดที่แม่นยำและอ่านเกมได้เฉียบขาด
แต่ในช่วงหลัง ไรซ์ไม่ได้เป็นแค่ “ตัวตัดเกม” อีกต่อไป เขาพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นมิดฟิลด์สมัยใหม่ที่ครบเครื่องมากขึ้น ทั้งการพาบอลขึ้นหน้าที่ดุดัน กล้าลากลุยทะลุไลน์กองกลางคู่แข่ง รวมถึงการยิงไกลที่อันตราย จนบางครั้งถูกขยับขึ้นไปเล่นบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในตำแหน่งหมายเลข 8 นอกจากนี้ อีกหนึ่งอาวุธสำคัญคือ “การจ่ายบอล” ที่ทั้งแม่นยำและมีวิสัยทัศน์ ไม่ว่าจะเป็นการออกบอลสั้นคุมจังหวะ หรือวางบอลยาวเปลี่ยนแกนเกม ก็ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ















