ประวัติ วาน-บิสซาก้า แบ็กขวาวิ่งสู้ฟัดกัดไม่ปล่อย

sittiwut | 31/03/2026 15:57 น. | 1 Views

 

ชื่อเต็ม : อารอน วาน-บิสซาก้า (Aaron Wan-Bissaka)
วัน/เดือน/ปีเกิด : 26 พฤศจิกายน ค.ศ. 1997
ส่วนสูง : 1.83 ซม.
ตำแหน่ง : แบ็กขวา
สโมสรปัจจุบัน : เวสต์แฮม ยูไนเต็ด


           อารอน วาน-บิสซาก้า คือหนึ่งในแบ็กขวาฝีเท้าจัดของวงการลูกหนังยุคปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันค้าแข้งอยู่กับเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในศึกพรีเมียร์ลีก โดยแม้จะเกิดที่อังกฤษ แต่เจ้าตัวเลือกลงเล่นให้ทีมชาติสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

           ดาวเตะรายนี้เป็นผลผลิตจากอะคาเดมีของคริสตัล พาเลซ สโมสรบ้านเกิด ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 2018 และแจ้งเกิดได้อย่างรวดเร็ว ด้วยฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นทั้งเกมรับและความเร็ว จนคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำสโมสรได้ตั้งแต่ฤดูกาลเต็มปีแรก

           ในปี 2019 วาน-บิสซาก้าได้ย้ายไปร่วมทัพแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัวสูงถึง 50 ล้านปอนด์ และมีส่วนช่วยทีมคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยทั้ง EFL Cup และ FA Cup ก่อนจะอำลาทีมในปี 2024 เพื่อย้ายมาสวมเสื้อ “ขุนค้อน” เวสต์แฮม ยูไนเต็ด


           ย้อนกลับไปในวัยเด็ก เขาเกิดที่ครอยดอน กรุงลอนดอน และเติบโตในย่านนิว แอดดิงตัน โดยเข้าเรียนที่โรงเรียน Good Shepherd Catholic Primary School

           ในชีวิตส่วนตัว วาน-บิสซาก้าเคยมีประเด็นนอกสนาม เมื่อเดือนธันวาคม 2021 ศาลเมืองลีดส์มีคำสั่งแบนขับรถ 6 เดือน พร้อมปรับเงิน 31,500 ปอนด์ จากความผิดขับรถโดยถูกเพิกถอนสิทธิ์และไม่มีประกัน รวมถึงไม่ให้ข้อมูลผู้ขับขี่ในคดีขับรถเร็ว 2 ครั้ง โดยทางทนายชี้แจงว่า นักเตะไม่ทราบถึงความผิดดังกล่าว เนื่องจากไม่ได้อัปเดตที่อยู่ใหม่กับหน่วยงานขนส่งของสหราชอาณาจักร


เส้นทางลูกหนังระดับสโมสร

คริสตัล พาเลซ :

           อารอน วาน-บิสซาก้า เริ่มต้นเส้นทางลูกหนังกับอะคาเดมีของคริสตัล พาเลซ ตั้งแต่อายุเพียง 11 ปี โดยในช่วงแรกเขาถูกปั้นขึ้นมาในบทบาทตัวรุกริมเส้น ก่อนจะเซ็นสัญญาอาชีพกับสโมสรในเดือนธันวาคม ปี 2016

           ในช่วงปรีซีซั่นปี 2017 ภายใต้การคุมทีมของกุนซือชาวดัตช์แฟร้งค์ เดอ บัวร์ วาน-บิสซาก้าเริ่มมีโอกาสขึ้นมาซ้อมและลงเล่นกับทีมชุดใหญ่ โดยระบบวิงแบ็กที่กุนซือรายนี้เลือกใช้ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ดึงศักยภาพเกมรับของเขาออกมาอย่างชัดเจน และเป็นเหตุผลที่ทำให้เจ้าตัวถูกปรับบทบาทจากปีกมาเป็นฟูลแบ็กอย่างเต็มตัวในภายหลัง

           อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งแรกของฤดูกาล โอกาสลงสนามของเขายังมีจำกัด เนื่องจากต้องแข่งขันกับผู้เล่นอย่าง ตีโมตี โฟซู-เมนซาห์ และ มาร์ติน เคลลี่ ก่อนที่กุนซือคนใหม่ รอย ฮอดจ์สัน จะเข้ามาคุมทีม และเลือกใช้งาน โจเอล วอร์ด เป็นตัวหลักในตำแหน่งแบ็กขวา ส่งผลให้วาน-บิสซาก้าต้องรอโอกาส พร้อมกับลงไปโชว์ฟอร์มโดดเด่นกับทีม ยู23 ของสโมสร


           กระทั่งวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2018 โอกาสทองก็มาถึง เมื่อเขาได้ประเดิมสนามทีมชุดใหญ่ในเกมพรีเมียร์ลีกพบกับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ แม้ผลการแข่งขันจะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ 0-1 แต่ผลงานส่วนตัวของเจ้าตัวถือว่าน่าจับตาอย่างยิ่ง และหลังจากนั้น เขายึดตำแหน่งตัวจริงได้อย่างรวดเร็ว ลงเล่นเกือบเต็มทุกนาทีในเดือนมีนาคม และคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของสโมสร ด้วยคะแนนโหวตจากแฟนบอลสูงถึง 65%

           ฤดูกาล 2018/19 วาน-บิสซาก้ายังคงพัฒนาฝีเท้าอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีจังหวะพลาดถูกใบแดงในเกมพ่าย ลิเวอร์พูล 0-2 จากการทำฟาวล์ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่กำลังหลุดเดี่ยว แต่โดยรวมเขายังคงเป็นกำลังสำคัญของทีม และกวาดรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนไปครองได้ถึง 4 ครั้ง (สิงหาคม, กันยายน, ตุลาคม และมีนาคม)


           ด้วยฟอร์มอันสม่ำเสมอทำให้เขาได้รับการต่อสัญญากับสโมสรไปจนถึงปี 2022 เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2019 ก่อนจะปิดท้ายฤดูกาลอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการคว้ารางวัล “นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี” ของคริสตัล พาเลซ จากผลงานอันโดดเด่นตลอดทั้งซีซั่น


แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด :

           วันที่ 29 มิถุนายน 2019 อารอน วาน-บิสซาก้า เปิดตัวเป็นสมาชิกใหม่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยสัญญาระยะยาว 5 ปี โดย คริสตัล พาเลซ ได้รับค่าตัวเบื้องต้น 45 ล้านปอนด์ และอาจเพิ่มเป็น 50 ล้านปอนด์ตามเงื่อนไขโบนัส ดีลนี้ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในกองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลก ณ เวลานั้น รวมถึงเป็นนักเตะอังกฤษที่ยังไม่ติดทีมชาติแต่มีค่าตัวสูงที่สุดอีกด้วย


           วาน-บิสซาก้าใช้เวลาไม่นานในการแจ้งเกิดกับ “ปีศาจแดง” โดยประเดิมสนามนัดแรกอย่างสวยงามในเกมพรีเมียร์ลีกที่ถล่ม เชลซี 4-0 เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2019 พร้อมลงเล่นครบ 90 นาทีเต็ม จบฤดูกาลแรก เจ้าตัวสร้างชื่อจากความแข็งแกร่งในเกมรับ ด้วยการเป็นนักเตะที่ทำแท็กเกิลได้มากที่สุดในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019/20 สะท้อนให้เห็นถึงสไตล์การเล่นที่ดุดันและแม่นยำ

           ฤดูกาลถัดมา เขาเริ่มเติมมิติในเกมรุกมากขึ้น โดยยิงประตูแรกในอาชีพได้สำเร็จในเกมบุกชนะ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 4-1 เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2020 ก่อนจะมาซัดประตูเปิดหัวในเกมประวัติศาสตร์ที่แมนฯ ยูไนเต็ด ถล่ม เซาท์แฮมป์ตัน 9-0 เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2021 ซึ่งเป็นสกอร์ที่เทียบเท่าสถิติสูงสุดของพรีเมียร์ลีก อย่างไรก็ตาม ในฤดูกาล 2022/23 วาน-บิสซาก้าต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก เมื่ออาการบาดเจ็บและปัญหาสุขภาพรบกวน ทำให้พลาดลงสนามไปหลายเกม และเสียตำแหน่งตัวจริงให้กับ ดิโอโก้ ดาโลต์


           แต่หลังจบศึกฟุตบอลโลก เขากลับมาทวงฟอร์มเก่งได้อีกครั้ง พร้อมพัฒนาการที่ชัดเจน จนได้รับคำชื่นชมจากกุนซือ เอริก เตน ฮาก ว่าเป็นหนึ่งในนักเตะที่ยกระดับการเล่นของตัวเองได้อย่างน่าประทับใจ


เวสต์แฮม ยูไนเต็ด :

           วันที่ 13 สิงหาคม 2024 เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ประกาศคว้าตัว อารอน วาน-บิสซาก้า มาร่วมทีมด้วยสัญญาระยะยาว 7 ปี ค่าตัวราว 15 ล้านปอนด์ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในอาชีพของเจ้าตัวกับการย้ายสู่ถิ่นลอนดอน สเตเดี้ยม โดยแบ็กขวาจอมแท็กเกิลเริ่มตอบแทนความไว้วางใจได้อย่างรวดเร็ว โดยวันที่ 25 พฤศจิกายน เขาซัดประตูแรกให้ต้นสังกัดใหม่ ในเกมบุกชนะ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 2-0 ถึงสนามเซนต์ เจมส์ พาร์ค ก่อนจะยิงประตูต่อเนื่องในนัดถัดมา แม้ทีมจะพ่ายอาร์เซน่อล 2-5 ที่ลอนดอน สเตเดี้ยม ก็ตาม


           ผลงานในฤดูกาล 2024/25 ของวาน-บิสซาก้านั้นโดดเด่นอย่างมาก โดยเขานำเป็นอันดับหนึ่งในบรรดากองหลังทั้งหมด ทั้งในด้านการตัดบอล (66 ครั้ง) และการเลี้ยงบอลสำเร็จ (64 ครั้ง) แสดงให้เห็นถึงความครบเครื่องทั้งเกมรับและเกมรุก ด้วยฟอร์มอันสม่ำเสมอทำให้เขาคว้ารางวัล “Hammer of the Year” ประจำเดือนพฤษภาคม 2025 กลายเป็นนักเตะคนที่ 45 ในประวัติศาสตร์สโมสรที่ได้รับเกียรตินี้

           ตลอดทั้งฤดูกาล เขาลงสนามไป 36 จาก 40 นัด ทำได้ 2 ประตู กับอีก 4 แอสซิสต์ และยังเป็นผู้นำของทีมในสถิติการแท็กเกิลและการตัดบอล ตอกย้ำบทบาทแข้งตัวหลักของ “ขุนค้อน” อย่างเต็มตัว


ทีมชาติสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก :

           อารอน วาน-บิสซาก้า เกิดที่อังกฤษ แต่มีเชื้อสายคองโก ทำให้มีสิทธิ์เลือกเล่นให้ทั้งสองชาติ โดยช่วงเริ่มต้นเส้นทางทีมชาติ เขาเคยลงสนามให้ทีมเยาวชนของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี เพียงนัดเดียว ในเกมอุ่นเครื่องที่พ่ายให้กับทีมชาติอังกฤษ ยู17 ถึง 0-8 เมื่อปี 2015


           หลังจากนั้น เจ้าตัวยังคงมีสิทธิ์รับใช้ทีมชาติอังกฤษ และด้วยผลงานที่โดดเด่นกับ คริสตัล พาเลซ ทำให้เขาถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ในปี 2018 แม้จะเปิดตัวไม่สวยนักจากการโดนใบแดงในเกมพบโปแลนด์ แต่ทีมยังเฉือนชนะได้ 1-0

           ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน เขาถูกดันขึ้นสู่ทีมชาติอังกฤษ ยู21 และได้ประเดิมสนามในเกมเสมอกับเนเธอร์แลนด์ 0-0 ก่อนจะมีชื่อเป็น 1 ใน 23 ขุนพลลุยศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ปี 2019 โดยได้ลงเล่น 1 นัด ในเกมพ่ายฝรั่งเศส 1-2 ซึ่งเจ้าตัวยิงเข้าประตูตัวเอง

           เดือนสิงหาคม 2019 วาน-บิสซาก้าได้รับโอกาสติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ครั้งแรก สำหรับศึกคัดเลือกยูโร 2020 พบโคโซโว และบัลแกเรีย แต่โชคร้ายต้องถอนตัวเนื่องจากอาการบาดเจ็บที่หลัง หลังจากนั้น การแข่งขันในตำแหน่งแบ็กขวาที่เข้มข้น โดยมีแข้งระดับท็อปอย่าง ไคล์ วอล์กเกอร์,เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, คีแรน ทริปเปียร์ และ รีซ เจมส์ ทำให้เขายังไม่ได้โอกาสลงสนามในทีมชุดใหญ่

           แม้ในช่วงหนึ่ง วาน-บิสซาก้าจะยืนยันเป้าหมายว่าต้องการเล่นให้ทีมชาติอังกฤษ แต่ภายหลังเจ้าตัวก็เปิดกว้างสำหรับการรับใช้ทีมชาติบ้านเกิดของครอบครัวอย่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องการเปลี่ยนสัญชาติในระดับทีมชาติ จนกระทั่งเดือนมิถุนายน 2025 เขาได้รับการเรียกติดทีมชาติคองโกสำหรับเกมอุ่นเครื่อง และในวันที่ 22 สิงหาคม 2025 สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) อนุมัติการเปลี่ยนสังกัดทีมชาติอย่างเป็นทางการ


           วาน-บิสซาก้าประเดิมสนามให้ทีมชาติสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกชุดใหญ่ เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2025 ในเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก 2026 ที่ทีมเอาชนะเซาท์ซูดาน 4-1 ถือเป็นอีกบทใหม่ในเส้นทางลูกหนังระดับนานาชาติของเขาอย่างเต็มตัว

 

 


สไตล์การเล่น :


           อารอน วาน-บิสซาก้า คือแบ็กขวาสายเกมรับเต็มตัว ที่โดดเด่นเรื่องความเร็ว การเข้าสกัดแบบสไลด์ที่แม่นยำ และความแข็งแกร่งในจังหวะดวลตัวต่อตัว ซึ่งแทบจะเอาชนะเขาได้ยากในพื้นที่ริมเส้น ฟอร์มการเล่นอันเหนียวแน่นของเขาเคยได้รับคำชื่นชมจาก เจมี่ คาร์ราเกอร์ ที่ยกย่องว่าเป็น “ฟูลแบ็กที่เล่นเกมรับแบบตัวต่อตัวดีที่สุดในโลก” เมื่อปี 2020

           ในเชิงสถิติ วาน-บิสซาก้าก็ไม่เป็นรองใคร โดยในศึกพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019/20 เขาทำจำนวนแท็กเกิลได้สูงสุดร่วมของลีกที่ 129 ครั้ง เทียบเท่ากับ วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสม่ำเสมอและความดุดันในเกมรับอย่างแท้จริง

ADS