จากตัวตลกในคณะละครสัตว์…สู่ฆาตกร: เรื่องจริงของ “ล็อบสเตอร์บอย”
ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นดาวเด่นของเวทีละครสัตว์ ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาดู “มนุษย์ก้ามกุ้ง” ด้วยความพิศวง แต่เบื้องหลังแสงไฟและเสียงปรบมือ กลับซ่อนด้านมืดที่ค่อยๆ กัดกินชีวิตของเขาเองนี่คือเรื่องราวของ "ล็อบสเตอร์บอย" หรือ เด็กชายก้ามกุ้ง แกรดี้ สไตลส์ จูเนียร์
คำสาปแห่งตระกูลสไตลส์ :นานกว่าหนึ่งศตวรรษมาแล้ว ครอบครัวสไตลส์ต้องเผชิญกับภาวะทางร่างกายที่หายาก เรียกว่า ectrodactyly ความผิดปกติแต่กำเนิดที่ทำให้นิ้วกลางหายไป หรือหลอมรวมกับนิ้วหัวแม่มือและนิ้วก้อย จนมือดูคล้าย “ก้ามกุ้ง” อย่างน่าตกตะลึง สำหรับใครหลายคน มันอาจเป็นตราบาป เป็นข้อจำกัดที่ทำให้ใช้ชีวิตลำบากแต่สำหรับครอบครัวสไตลส์…มันคือ “โอกาส”
ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1800 เมื่อสมาชิกในครอบครัวมีลูกหลานที่เกิดมาพร้อมมือและเท้าลักษณะประหลาดมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาจึงก่อตั้งคณะการแสดงชื่อ "เดอะล็อบสเตอร์ แฟมิลี่" และกลายเป็นหนึ่งในการแสดงยอดนิยมของงานคาร์นิวัลและคณะละครสัตว์ทั่วอเมริกาในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ผู้คนแห่กันมาดูด้วยความตื่นตา บ้างสงสาร บ้างหวาดกลัว
เด็กชายผู้เกิดมาพร้อม “มือก้ามกุ้ง” หนึ่งในทายาทของตระกูลคือ แกรดี้ สไตลส์ จูเนียร์ เขาเกิดมาพร้อมภาวะเดียวกับบรรพบุรุษ มือทั้งสองข้างมีลักษณะคล้ายก้ามกุ้ง และเท้าผิดรูปจนแทบเดินไม่ได้ ต้องใช้มือช่วยพยุงตัวแทนขา ตั้งแต่วัยเด็ก เขาถูกผลักดันขึ้นเวทีในฐานะ “ล็อบสเตอร์บอย” ชื่อเสียงและรายได้หลั่งไหลเข้ามา ชีวิตภายนอกดูเหมือนประสบความสำเร็จ แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยความขมขื่น เสียงหัวเราะของผู้ชม สายตาที่จ้องมองราวกับเขาไม่ใช่มนุษย์แรงกดดันจากครอบครัวที่ต้องรักษาชื่อเสียงของคณะทั้งหมดค่อยๆ หล่อหลอมเขาให้กลายเป็นคนเกรี้ยวกราดและเต็มไปด้วยความโกรธ
จากเวทีสู่ความรุนแรง :เมื่อโตขึ้น ชื่อเสียงของเขายิ่งเพิ่มพูน แต่พฤติกรรมกลับยิ่งเสื่อมทราม เขากลายเป็นคนติดสุราอย่างหนัก อารมณ์แปรปรวน และใช้ความรุนแรงกับคนในครอบครัวอย่างต่อเนื่อง “ก้าม” ที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของโชคชะตา กลับกลายเป็นอาวุธในการทำร้ายผู้อื่น ในที่สุด เรื่องราวก็พุ่งสู่จุดแตกหัก จากการเป็นเพียงผู้กระทำความรุนแรง เขาก้าวข้ามเส้นไปสู่การเป็นฆาตกร สร้างชื่อเสียงอันน่าสะพรึงให้กับตระกูลสไตลส์ เปลี่ยนภาพลักษณ์จากคณะละครสัตว์อันโด่งดัง ให้กลายเป็นตำนานสยองขวัญที่ผู้คนพูดถึงด้วยความหวาดหวั่น
กำเนิด “ล็อบสเตอร์บอย”แกรดี้ สไตลส์ จูเนียร์ ผู้ที่จะกลายเป็นที่รู้จักในนาม “ล็อบสเตอร์บอย” ถือกำเนิดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 1937 ที่เมือง พิตต์สเบิร์ก ตอนนั้นพ่อของเขาโลดแล่นอยู่ในวงการ “โชว์มนุษย์ประหลาด” แล้ว และไม่ลังเลที่จะพาลูกๆ ที่เกิดมาพร้อมภาวะ ectrodactyly ขึ้นเวทีเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง กรณีของแกรดี้ ถือว่ารุนแรงกว่าหลายคนในตระกูลไม่ใช่แค่มือที่เป็นเหมือนก้ามกุ้ง แต่เท้าของเขาก็ผิดรูปด้วย จนไม่สามารถเดินได้เลย
ร่างกายพิการ…แต่แข็งแรงผิดมนุษย์ :ตลอดชีวิตส่วนใหญ่ เขาต้องใช้รถเข็นแต่เขาไม่ได้อ่อนแอ แกรดี้ ฝึกใช้ร่างกายท่อนบนลากตัวไปกับพื้นอย่างคล่องแคล่ว กล้ามแขนและหัวไหล่ของเขาแข็งแรงอย่างน่าทึ่ง ความแข็งแรงนี้เอง ที่ภายหลังจะกลายเป็นพลังอันตรายในยามที่ความโกรธเข้าครอบงำ เด็กชายที่ผู้คนมองด้วยความสงสาร ค่อย ๆ เติบโตเป็นชายร่างกำยำที่เต็มไปด้วยแรงกดดันสะสม
ชีวิตในโลกคาร์นิวัล :วัยเด็กของเขาผูกพันกับคณะคาร์นิวัล เดินทางไปทั่วประเทศตามฤดูกาลแสดง และเมื่อหมดฤดู พวกเขาจะกลับไปปักหลักที่เมือง กิ๊บสันตัน เมืองเล็กๆ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งรวมตัวของเหล่า “คาร์นี” หรือคนทำงานในงานวัดและคณะละครสัตว์ ครอบครัวสไตลส์ประสบความสำเร็จไม่น้อย รายได้ต่อฤดูกาลอยู่ที่ประมาณ 50,000–80,000 ดอลลาร์ ซึ่งถือว่าสูงมากในยุคนั้น ที่สำคัญ พวกเขาไม่ต้องแสดงอะไรเกินไปกว่าการนั่งให้ผู้คนจ้องมองด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น
ความรักกลางแสงไฟ :เมื่อเติบโตเป็นหนุ่ม แกรดี้ตกหลุมรักหญิงสาวคนหนึ่งในคณะคาร์นิวัล เธอชื่อมาเรีย (บางแหล่งเรียก แมรี) เทเรซา เด็กสาวที่หนีออกจากบ้านตั้งแต่วัยรุ่นเพื่อเข้าร่วมคณะละครสัตว์ เธอไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโชว์ประหลาด เป็นเพียงพนักงานธรรมดา แต่เธอกลับมองข้ามก้ามกุ้งและความพิการของเขาทั้งสองแต่งงานกันมีลูกสองคนและเช่นเดียวกับพ่อของเขา แกรดี้ก็นำลูกที่มีภาวะ ectrodactyly เข้าสู่ธุรกิจครอบครัว วงจรชีวิตเหมือนกำลังดำเนินไปตามรอยเดิมแต่ใต้พื้นผิวของครอบครัวที่ดูปกติ ความมืดบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้นเงียบๆ
ความมืดคืบคลานเข้าสู่ชีวิตของ “ล็อบสเตอร์บอย”เมื่อบรรดาลูกๆ เริ่มเติบโต โดยเฉพาะเคธี ลูกสาวที่ไม่ได้มีภาวะ ectrodactyly และเป็นแก้วตาดวงใจของพ่อ ตำนานครอบครัวสไตลส์ก็เริ่มเปลี่ยนทิศ…จากเรื่องราวโชว์ประหลาด สู่โศกนาฏกรรมในบ้าน
แกรดี้ สไตลส์ จูเนียร์ เริ่มดื่มหนักขึ้นทุกวันและเมื่อสุราผสานกับพละกำลังช่วงบนที่แข็งแรงผิดมนุษย์ เขากลายเป็นคนละคนจากชายผู้เคยเป็นดาวเด่นบนเวทีกลายเป็นทรราชในบ้านตัวเองเขาทำร้ายภรรยาและลูกๆ อย่างต่อเนื่อง มีรายงานว่า ครั้งหนึ่งระหว่างทะเลาะกัน เขาใช้มือที่คล้ายก้ามกุ้งกระชากห่วงคุมกำเนิด (IUD) ออกจากร่างภรรยาอย่างโหดเหี้ยม และมักใช้ “ก้าม” ของตนบีบคอเธอ ราวกับอวัยวะนั้นถูกสร้างมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
แต่ทั้งหมดนั้นยังไม่ใช่จุดเลวร้ายที่สุด เมื่อดอนนา ลูกสาววัยรุ่นของเขา ตกหลุมรักชายหนุ่มคนหนึ่งที่แกรดี้ไม่เห็นด้วย ความโกรธของ “ล็อบสเตอร์บอย” ก็ระเบิดออกมาอย่างถึงที่สุด ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าใครเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อน บางกระแสว่าเขาไปหาคู่หมั้นของลูกถึงบ้าน แต่อีกกระแสว่าเขาเชิญชายหนุ่มมาพบ โดยอ้างว่าจะให้พรกับการแต่งงานในวันรุ่งขึ้น
แต่ไม่ว่าเรื่องจะเริ่มอย่างไรในคืนก่อนพิธีวิวาห์ แกรดี้หยิบปืนลูกซองขึ้นมา และยิงว่าที่ลูกเขยเสียชีวิตอย่างเลือดเย็นไม่มีอารมณ์เสียใจ ไม่มีแม้แต่คำขอโทษ
ไม่นานเขาก็ถูกนำตัวขึ้นศาลและเขายอมรับผิดโดยไม่แสดงความสำนึกแม้แต่น้อย แต่เขามีข้อโต้แย้งหนึ่งที่ทำให้ทั้งศาลต้องชะงัก เขาอ้างว่า “ไม่มีเรือนจำใดรองรับความพิการของเขาได้” การจำคุกเขาจะเข้าข่ายการลงโทษที่โหดร้ายและผิดปกติในเวลานั้น เขายังป่วยเป็นโรคตับแข็งจากการดื่มสุรา และถุงลมโป่งพองจากการสูบบุหรี่จัดอีกด้วย
ศาลต้องยอมรับความจริงอันน่าอึดอัดนี้โดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ระบบเรือนจำในยุคนั้นไม่พร้อมรองรับผู้ต้องขังที่มีความพิการรุนแรงและหายากเช่นเขาบทสรุปคือโทษคุมประพฤติ 15 ปี แล้วเขาก็ได้กลับบ้าน ชายที่เพิ่งฆ่าคนตาย…เดินทางกลับไปใช้ชีวิตอิสระ
วงจรที่ไม่มีวันจบ :ถึงตอนนั้น เขาหย่ากับภรรยาคนแรกไปแล้ว และได้แต่งงานใหม่ และมีลูกเพิ่มอีกสองคนแต่พฤติกรรมเมามายอาละวาดยังคงเหมือนเดิมไม่นาน ภรรยาคนที่สองก็ทนไม่ไหวและขอหย่าสิ่งที่ไม่มีใครเข้าใจเลย ทั้งในครอบครัวสไตลส์หรือคนนอก ก็คือในปี 1989 ภรรยาคนแรกของเขากลับตัดสินใจแต่งงานกับเขาใหม่อีกครั้งเธอกลับไปหาชายผู้เคยทำร้ายเธอ ชายผู้ฆ่าคนอย่างเลือดเย็น ชายที่ทั้งเมืองรู้ดีว่าอันตราย และการตัดสินใจครั้งนั้น…จะนำไปสู่จุดจบที่ไม่มีใครคาดคิด
จุดจบของ “ล็อบสเตอร์บอย”แม้มาเรีย เทเรซา และลูกๆ ที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วจะอดทนมานาน แต่ทุกอย่างย่อมมีขีดจำกัด หลังจาก แกรดี้ สไตลส์ จูเนียร์ รอดพ้นคุกมาได้ เขายิ่งรู้สึกว่าตนเองอยู่เหนือกฎหมาย การทำร้ายร่างกายภรรยาและลูกๆ ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับไม่มีใครหยุดเขาได้และในที่สุด ภรรยาของเขาก็ถึงจุดแตกหัก
แผนสังหารในรถบ้านเทรลเลอร์ :ไม่กี่ปีหลังจากแต่งงานใหม่กับเขา มาเรีย เทเรซา ตัดสินใจทำในสิ่งที่เธอเชื่อว่าเป็นทางออกเดียว เธอจ่ายเงิน 1,500 ดอลลาร์ให้เด็กหนุ่มวัย 17 ปี เพื่อนบ้านชื่อ คริส ไวแอนต์ เพื่อสังหารสามีของตน เกล็นน์ ลูกชายของเธอจากการแต่งงานครั้งก่อน เป็นผู้ช่วยคิดแผนและลงมือจัดการรายละเอียด คืนวันที่ 29 พฤศจิกายน 1992 ในเมือง กิ๊บสันตัน ไวแอนต์ถือปืนพก .32 โคลท์ ออโตเมติก ที่ให้เพื่อนซื้อให้ เดินเข้าไปในรถบ้านเทรลเลอร์ของสไตลส์ และยิงเขาในระยะเผาขน
คำให้การที่สะเทือนศาล :ระหว่างการพิจารณาคดี มาเรียเล่าถึงประวัติการทำร้ายอันยาวนาน “สามีของฉันกำลังจะฆ่าครอบครัวของฉัน ฉันเชื่อแบบนั้นจากก้นบึ้งของหัวใจ” ลูกสาวคนหนึ่งของสไตลส์ ชื่อ เคธี เธอก็ขึ้นให้การในชั้นศาลเช่นกัน
สุดท้ายคณะลูกขุนตัดสินให้คริส ไวแอนต์ มีความผิดฐานฆาตกรรมระดับสอง และสั่งจำคุก 27 ปี ส่วนมาเรียและเกล็นน์ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมระดับหนึ่ง มาเรียได้รับโทษจำคุก 12 ปี เธอพยายามอุทธรณ์แต่ไม่สำเร็จ และเริ่มรับโทษในเดือนกุมภาพันธ์ 1997 เธอเคยพยายามโน้มน้าวให้เกล็นน์รับสารภาพเพื่อลดโทษ แต่เขาปฏิเสธศาลจึงตัดสินจำคุกเขาตลอดชีวิต
งานศพที่ไร้ผู้แบกโลง :ในขณะที่ครอบครัวจำนวนหนึ่งกำลังถูกไต่สวนข้อหาฆาตกรรม ร่างของ “ล็อบสเตอร์บอย” ก็ถูกนำไปฝัง หรือจะเรียกได้ว่าเป็นการฝังอย่างไม่สงบก็ว่าได้ก็ เพราะเขาเป็นที่รังเกียจ ไม่เพียงแต่ในครอบครัว แต่รวมถึงคนในชุมชนด้วย ถึงขั้นที่สถานจัดงานศพไม่สามารถหาคนยอมเป็นผู้แบกโลงได้เลย
จากเด็กชายที่ผู้คนจ้องมองด้วยความพิศวง สู่ดาวเด่นของคณะคาร์นิวัล สู่ชายผู้ใช้ “ก้าม” และความโกรธทำลายทุกอย่างรอบตัว ชีวิตของแกรดี้ สไตลส์ จูเนียร์ จบลงอย่างโดดเดี่ยว












